under reconstruction of mood

posted on 21 May 2008 17:07 by vr400

อยู่ในระหว่างการปิดปรับปรุงเพื่อรื้อสร้างทางอารมณ์

พบกันอีกครั้งเมื่ออารมณ์ได้รับการจัดระเบียบเรียบร้อยแล้ว

ปล. ภารกิจต่อไป - เศษเสี้ยวจินตนาการด้านรูปแบบ - จากพ่อผมไม่เคยฆ่าใคร

คำคมจาก notes on a scandal และ a good year

posted on 08 Mar 2008 14:56 by vr400  in film

ได้ดูหนังเรื่อง note on a scandal และ  a good year ห่างกันไม่ถึงครึ่งเดือน คิดว่ามันมีประโยคคำพูดที่น่าสนใจและติดค้างมาจนถึงตอนนี้

เริ่มจาก notes on a scandal เป็นเรื่องอาจารย์สาว30ยังแจ๋ว (เคท แบลนเช็ทท์) ดันไปมีสัมพันธ์กับนักเรียนอายุน้อยกว่าตัวเองครึ่งหนึ่ง ทีนี้พอเรื่องมันปูดขึ้นมา คนรอบข้างก็เลยเหมือนระเบิดที่ถูกจุดให้ปะทุโครมครามเป็นระยะๆ แน่นอนว่าคนที่ดูคงรู้ดีว่า "การมีอะไรกับเด็ก" เป็นเรื่องต้องห้ามอย่างร้ายแรงในสังคม ใช่ไหม? เวลาเราได้ยินว่าใครอยากมีหรือเคยมีอะไรกับเด็ก คนๆนั้นแทบจะกลายเป็น 'คนโรคจิต' ในสังคม แต่ในหนังเรื่องนี้กลับตีแสกหน้าเราทุกคน

ฉากหนึ่ง เมื่อสามีวัยชราดันรู้ว่าเมียเด็กของตัวเองไปมีอะไรกับคนที่เด็กกว่าอีก แทนที่เขาจะประณามแบบอนุรักษ์นิยม อาทิ "โรคจิต" "บ้ารึเปล่า" "ไม่รู้จักพอ" หรือ บลา บลา บลา ทั่วไป เขากลับตะคอกใส่เมียว่า "ใครๆก็อยากมีอะไรกับเด็กทั้งนั้นแหละ! แต่คนเรามันต้องรู้จักหักห้ามใจ!" ...ครับ คนเขียนบทใช้ให้ตัวละครตัวนี้ออกมายอมรับแทนทุกคนในสังคมอย่างหน้าชื่นตาบาน ว่าใครๆก็อยากมีอะไรกับเด็กนะ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก คิกคิก ส่วนใครจะพลาดทนเด็กเย้ายวนไม่ไหว ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง...ฉะนั้น ใครมองเด็ก ส่องเด็ก ด้วยความปรารถนา คงไม่ใช่เรื่องผิดมากมายอ่ะดิ ถ้าไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีเข้า 555

ถัดมาคือ A Good Year หนังเกี่ยวกับพี่อารมณ์ร้อน รัสเซลล์ โครว์ เป็นนายหน้าค้าหุ้นและเดินทางมารับมรดกเป็นปราสาทเก่าแก่และที่ดินปลูกองุ่นทำไวน์ เขาครุ่นคิดและรำลึกอดีตสมัยเคยอยู่กับลุงที่นี่ตอนเขายังเด็ก...ช่วงหนึ่งเขาคิดถึงตอนแข่งเทนนิสกับลุง และเขาพ่ายแพ้ พร้อมกับทำท่าหงุดหงิด กระฟัดกระเฟียด แต่ลุงของเขากลับอารมณ์ดี (ก็แน่ล่ะสิ ลุงชนะนี่หว่า)

ลุงของเขาโพล่งคำคมออกมาแบบรัวเป็นปืนกล คมกริบและทะลุทะลวงหัวใจข้าพเจ้าอย่างรุนแรง ภายในระยะเวลาแค่ 2-3 นาทีของฉากนั้น เนื้อหาของคำคมก็ประมาณว่า ความพ่ายแพ้คือความยิ่งใหญ่ของลูกผู้ชาย มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย ส่วนชัยชนะกลับตรงกันข้าม มันไม่ให้อะไรกับเราเลย ไม่ให้บทเรียนอะไรแม้แต่น้อย นั่นแหละ ข้าพเจ้าก็เลยอึ้งด้วยความซาบซึ้งในฉากนั้น อืมม์ มันจริงมากๆ เพราะลูกผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ล้วนผ่านความพ่ายแพ้มาแล้ว ใครที่รับมือกับความพ่ายแพ้และลุกขึ้นสู้ได้ คือการเดินทางไปสู่ความสำเร็จจริงๆ และชัยชนะแบบติดต่อมันอาจทำให้เราเหลิง และทำให้เราไม่ได้เรียนรู้อะไรนอกจากภูมิใจประเดี๋ยวประด๋าว และรอวันพลาดพลั้ง....

ทำให้นึกถึงคุณสมบัติของลูกผู้ชายอีกอย่าง นอกเหนือจาก "ความพ่ายแพ้" แล้ว อ.เสกสรร ประเสริฐกุล เคยเขียนเอาไว้ว่า "ลูกผู้ชายต้องมีศัตรูเป็นอาภรณ์ประดับกาย"...ครับ เพราะลูกผู้ชายคนไหนไม่มีศัตรู แสดงว่าเขาแหย และยอมก้มหัวให้กับทุกสิ่งนั่นเอง

 

edit @ 8 Mar 2008 15:12:00 by Veevee

วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเรายังมาไม่ถึง
ถึงแม้เราถูกพรากไปซึ่งทรัพย์ศฤงคาร
ถูกถอดทิ้งซึ่งเกียรติยศศักดิ์ศรี
และถูกย่ำยีด้วยโรคภัย

วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเรายังมาไม่ถึง
ถึงแม้ว่าเราจนปัญญาหาหนทางเดิน
มิตรสหายล้วนพากันบ่ายหน้าหนี
และทรมานจากความทรงจำ

วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเรายังมาไม่ถึง
จนว่าเราจะคิดอาจเอื้อมหยิบเชือกนั้น
มาแขวนคอดับดิ้นชีวาให้วอดวาย
และสิ้นลมประหนึ่งผู้พ่ายแพ้

วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเรายังมาไม่ถึง
จนกว่าเราจะหยิบปืนสั้นกระบอกนั้น
ด่วนตัดสินหยุดชีวิตแสนสั้นนี้ลง
และลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์

วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเรายังมาไม่ถึง
จนกว่าเราจะหยิบมีดคมแหลมเล่มนั้น
ปาดหรือจ้วงแทงอย่างทารุณ
และปล่อยให้เลือดอาบพื้น

มันจะไม่มีวันที่เลวร้ายที่สุด และมันจะไม่มีวันได้มี
หากเรายังมีห้วงลมหายใจจะต่อสู้ดิ้นรน
หากเรายังมีพลังฝ่าฝืนชะตากรรม
และยังมีความรักในชีวิต

ไม่มีวันที่อะไรจะพรากความรักในชีวิตของเราไปได้
ไม่มีอะไรจะสมานแผลและป้องกันภัยได้ดีเท่าความรัก
มันจะไม่มีวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
มันจะไม่มีวันเดินทางมาถึง

4/03/08 รำลึกถึงภยันตรายในห้วงเวลาที่เกือบจะเลวร้ายที่สุดในชีวิต-ระหว่างวัน

ฟันธง! Oscar 2008 (จบ)

posted on 23 Feb 2008 16:00 by vr400  in oscar2007


อันที่จริงคือหนังปี 2007 นั่นแหละ แต่ประกาศปี 2008 เท่านั้นเอง
ปกติข้าพเจ้าจะฟันธงถูกประมาณ 80% ทุกปี และปีนี้จะขอทายผลทุกสาขาดังต่อไปนี้
ขอทุกท่านโปรดร่วมสนุกและถกเถียง(อย่างมีสติ)ด้วยเทอญ...

บทความชิ้นสุดท้ายในซีรี่ส์ออสการ์นี้ เขียนขึ้นก่อนประกาศผล 2 วัน และมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากบทความในซี่รี่ส์เดียวกันก่อน

หน้านี้ ต่อไปจะกล่าวถึงการสรุปสาขารางวัลทั้งหมดซึ่งแก้ไขในบางสาขาไปบ้าง

DOCUMENTARY SHORT
สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - Sari’s Mother
น่าจะได้ - Sari’s Mother
ข้าพเจ้าเชียร์ - Sari’s Mother

เนื่องจากไม่รู้อะไรเลยในสาขานี้ และขอให้เข้าใจร่วมกันว่า ข้าพเจ้าเชียร์มั่วตามกระแส

ANIMATED SHORT FILM
อนิเมชั่นขนาดสั้นยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - I Met the Walrus
น่าจะได้ - Peter & the Wolf
ข้าพเจ้าเชียร์ - Peter & the Wolf

และแน่นอน...สาขานี้ก็ทายมั่วตามกระแสเช่นกัน

LIVE-ACTION SHORT FILM
หนังสั้นยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - Le Mozart des Pickpockets (The Mozart of Pickpockets)
น่าจะได้ - Le Mozart des Pickpockets (The Mozart of Pickpockets)
ข้าพเจ้าเชียร์ - Le Mozart des Pickpockets (The Mozart of Pickpockets)

อันนี้ทายตามกระแส เห็นแต่ภาพเป็นคลิป คิดว่าให้อารมณ์เนียนๆกะปรี้กะเปร่าดี

VISUAL EFFECTS
เทคนิคภาพพิเศษยอดเยี่ยม
เต็ง 1 - Transformers
น่าจะได้ - Transformers
ข้าพเจ้าเชียร์ - Transformers

น่าจะพลาดยาก สาขานี้น่าจะล็อค

SOUND MIXING
ผสมเสียงยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - No Country for Old Men
น่าจะได้ - No Country for Old Men
ข้าพเจ้าเชียร์ - No Country for Old Men

no country มีโอกาสสูง แต่อาจถูก transformers แซงเอาดื้อๆ

SOUND EDITING
ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - No Country for Old Men
น่าจะได้ - Transformers
ข้าพเจ้าเชียร์ - No Country for Old Men

กำลังคิดว่าอาจมีการซูเอี๋ยะระหวางหนังสองเรื่อง และสาขานี้อาจจะให้ trnsformers ไป

ORIGINAL SCORE
ดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - Atonement
น่าจะได้ - Atonement
ข้าพเจ้าเชียร์ - Atonement

โอกาสพลิกล็อคก็พอมีบ้าง จากหนังอย่าง ratatouille

ORIGINAL SONG
เพลงดั้งเดิมยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - "Falling Slowly" from Once
น่าจะได้ - "Falling Slowly" from Once
ข้าพเจ้าเชียร์ - "Falling Slowly" from Once

ไม่ควรพลิกล็อค และไม่ควรให้เพลงใดได้ นอกจากเพลงของหนังเรื่อง once

MAKEUP
แต่งหน้ายอดเยี่ยม

เต็ง 1 - La Vie en Rose
น่าจะได้ - La Vie en Rose
ข้าพเจ้าเชียร์ - La Vie en Rose

บางทีมันอาจทานกระแสหนังยักษ์อย่าง pirates 3 ไม่ไหวก็ได้นะ เพราะแต่งหน้ากันเป็นสัตว์ประหลาดขนาดนั้น

COSTUME DESIGN
ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - Atonement
น่าจะได้ - Atonement
ข้าพเจ้าเชียร์ - Atonement

มันควรเป็นสาขาที่ล็อค แต่ยังไม่ล็อคสนิท เนื่องจากมีกระแสว่าหนังที่แต่งกายฉูดฉาดกว่าอยาง elizabeth 2 อาจพลิกแซง


ANIMATED FEATURE
หนังอนิเมชั่นยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - Ratatouille
น่าจะได้ - Ratatouille
ข้าพเจ้าเชียร์ - Ratatouille

สาขานี้ล็อคแล้วนะครับ ชอบฉากที่นักวิจารณ์อาหาร มันย้อนถึงวัยเด็กของมัน...แค่นี้ก็รักหนังจะตายแล้ว ให้ไปเถอะ แม้ว่าจะชอบ surf's up ด้วยก็ตาม

DOCUMENTARY FEATURE
สารคดียอดเยี่ยม

เต็ง 1 - No End in Sight
น่าจะได้ - No End in Sight
ข้าพเจ้าเชียร์ - Sicko

สาขานี้กลายเป็นสาขาที่ไม่แน่ซะแล้ว แม้ no end จะนำมาตั้งแต่ไก่โห่ แต่กระแสเลือกตั้งอาจพลิกกลับมาให้คนโหวตพวกเอียงซ้ายอย่างไมเคิล มัวร์ เผอิญข้าพเจ้าชอบความบ้าของมันซะด้วยสิ!

FOREIGN LANGUAGE FILM
หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
เต็ง 1 - The Counterfeiters
น่าจะได้ - The Counterfeiters
ข้าพเจ้าเชียร์ - The Counterfeiters

เชียร์ไปงั้นแหละ เพราะมันเข้าทางออสการ์มากๆ แต่ขอเตือนให้ระวัง Beafort ให้ดีๆ

ART DIRECTION
กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - Atonement, the golden compass, sweeney todd, there will be blood
น่าจะได้ - Atonement
ข้าพเจ้าเชียร์ - Atonement

เชียร์เพราะอยากชดเชยให้หนังที่ถูกมองข้ามเรื่องนี้ แต่มันต้องมาอยู่ในสาขาที่เป็นเต็ง 1 ร่วมกันถึง 4 เรื่อง ยกเว้นแค่ american gangster แค่เรื่องเดียว ที่เหลือออกได้ทุกหน้า


FILM EDITING
ลำดับภาพยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - No Country for Old Men, The Bourne Ultimatum
น่าจะได้ - No Country for Old Men
ข้าพเจ้าเชียร์ - The Bourne Ultimatum

แม้มีสถิติว่า 'ยิ่งตัดมากยิ่งได้คะแนนมาก' จากออสการ์ แต่ไม่แน่ใจว่ากรรมการแก่ๆจะรับการตัดแบบสุดเหวี่ยงเยี่ยงนี้ได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ข้าพเจ้าจะมีความสุขมาก เวลาเห็นพวกอนุรักษ์นิยมขย้อนเอาความคร่ำครึออกมาจากตัวเสียบ้าง เมื่อพวกเขาเวียนหัวจากหนังเรื่องนี้

CINEMATOGRAPHY
กำกับภาพยอดเยี่ยม
เต็ง 1 - No Country for Old Men, There Will Be Blood
น่าจะได้ - There Will Be Blood
ข้าพเจ้าเชียร์ - The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford

สาขานี้อ่อนแอมาก โอกาสพลิกไปพลิกมามีสูง เผอิญได้เห็นช็อตหนึ่งของ The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford แล้วรู้สึกว่ามันยอดมากเลย ดังนั้น เพื่อแกล้งคนอ่านประกาศ...เอาชื่อยาวๆไปละกันนะ แฮ่ม!

ORIGINAL SCREENPLAY
บทดั้งเดิมยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - Juno
น่าจะได้ - Juno
ข้าพเจ้าเชียร์ -Juno และ Lars and the Real Girl

สะใจมาก หากอดีตนางระบำโป๊จะได้รางวัลนี้ และจะสะใจมากขึ้น ถ้าเรื่องของคนกับตุ๊กตายางจะพลิกล็อคชนะเลิศไป 555

ADAPTED SCREENPLAY
บทดัดแปลงยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - No Country for Old Men
น่าจะได้ - No Country for Old Men
ข้าพเจ้าเชียร์ - No Country for Old Men

ให้รางวัลมันไปเหอะ ไอ้สองพี่น้องคู่นี้น่ะ...

PERFORMANCE BY AN ACTRESS IN A SUPPORTING ROLE
นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม
เต็ง 1 - เคท แบลนชิท, รูบี้ ดี
น่าจะได้ - ทิลด้า สวินตัน
ข้าพเจ้าเชียร์ - ทิลด้า สวินตัน

ไม่เอาป้ารูบี้ได้ไหม? ส่วนน้าเคทก็ปล่อยให้คนอื่นได้สมทบเถอะ ไปลุ้นเอาดารานำหญิงปีถัดๆไปให้สมศักดิ์ศรีดีกว่านะ ให้น้าทิลด้าไปละกันนะ พลิกล็อคนิดๆ ดูดีออก

PERFORMANCE BY AN ACTOR IN A SUPPORTING ROLE
นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - ฮาเวียร์ บาเด็ม
น่าจะได้ - ฮาเวียร์ บาเด็ม
ข้าพเจ้าเชียร์ - ฮาเวียร์ บาเด็ม และ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน

ชอบพี่ฮาเวียร์สุดๆ ข้าพเจ้าหลงรัก แอนตัน ชิเกอห์ ไปเลย ส่วนลุงฟิลิปนั้น เล่นได้สะใจโจ๋เป็นบ้า

PERFORMANCE BY AN ACTRESS IN A LEADING ROLE
นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม
เต็ง 1 - จูลี่ คริสตี้
น่าจะได้ - มาริยง โคทิลยาร์ด
ข้าพเจ้าเชียร์ - เอลเลน เพจ

อันนี้เปลี่ยนการฟันธงเล็กน้อย ตรงที่คิดว่าคนที่น่าจะได้คือเอลเลน เพจ เป็น มาริยง แทน เนื่องจากกระแสเธอมารุนแรงมากในวันท้ายๆ ส่วนน้องเพจนั้น อยากให้เธอพลิกล็อคมากๆ (เอาเลยๆๆๆ)

PERFORMANCE BY AN ACTOR IN A LEADING ROLE
นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - แดเนียล เดย์ ลูอิส
น่าจะได้ - แดเนียล เดย์ ลูอิส
ข้าพเจ้าเชียร์ - แดเนียล เดย์ ลูอิส

นี่คือการล็อคอีกสาขา ถ้าคนอื่นได้ไป จะเป็นความน่าละอายครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ออสการ์

DIRECTOR
ผู้กำกับยอดเยี่ยม

เต็ง 1 - อีธานและโจล โคน
น่าจะได้ - อีธานและโจล โคน
ข้าพเจ้าเชียร์ - อีธานและโจล โคน

นี่คือการล็อค...ยังไงมันทั้คู่ก็ต้องได้ล่ะน่า

BEST PICTURE
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
เต็ง 1 - No Country for Old Men
น่าจะได้ - Juno
ข้าพเจ้าเชียร์ - Juno

แม้ฟังกระแสคนลงคะแนนจะเอนเอียงไปทาง No Country ซะเยอะ แต่ข้าพเจ้าไม่อาจหลอกลางสังหรณ์ตัวเองได้ ว่ามันจะมีอะไรแปลกในสาขานี้ เอาน่า...ขอดื้อด้านฟันธงแบบสวนทางละกัน เอาเป็นหนังที่ข้าพเจ้าเชียร์ดีกว่า

ข้อสังเกตอื่นๆในออสการ์ที่ควรทราบ
1. ออสการ์ไม่เคยห่างหายจากหนังระดับมหากาพย์ และหนังความรัก เกิน 10 ปี และปีนี้จะครบปีที่สิบแล้ว ดังนั้น มันอาจหลงมาทาง Atonement ก็ได้นะ
2. กรรมการโหวตหนังยอดเยี่ยม มักจะโหวตให้หนังที่มีตอนจบ "ไม่ต้องคิดต่อ" และ "ดูง่าย" ดังนั้น No Country และ there will be blood โปรดระวังจะถูกสอยร่วงด้วยเหตุผลข้อนี้ และอาจทำให้ Juno พลิกชนะได้
3. หนังตลกถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ ซึ่ง Juno จะเสียเปรียบตรงจุดนี้ อย่างไรก็ตาม โปรดระวังกระแสคะแนนหนุนจาก กลุ่ม "นักแสดง" "ผู้บริหาร" "กรรมการทั่วไป" และ "พีอาร์" ซึ่งเป็นฐานคะแนนที่เยอะมาก และมีการเผยออกมาบ้างแล้วว่า พวกเขาอาจจะเอนเอียงไปทาง Juno เนื่องจากมันเป็นที่รัก และสะท้อนความเป็นอเมริกันมากกว่า

4. สืบเนื่องจาก Brokeback Mountain ทำความเสื่อมเสียให้ "กรรมการหัวโบราณ" ไปไม่น้อย พวกเขาจึงไม่ให้รางวัลเรื่องนั้น และอาจหันมาเชิดชูหนังตระกูลคาวบอยที่ "ตรงตามแบบอเมริกัน" นั่นคือ No Country for old men ก็ได้
5. สถิติมีไว้ให้ทำลาย และอาถรรพณ์มีเอาไว้ให้ล้าง

พบกันใหม่ปีหน้า กับคอลัมน์นี้ (หรือกลับมาใหม่หากอยากเขียนวิเคราะห์ผลรางวัลที่ออกมา)

edit @ 23 Feb 2008 16:16:08 by Veevee


อันที่จริงคือหนังปี 2007 นั่นแหละ แต่ประกาศปี 2008 เท่านั้นเอง
ปกติข้าพเจ้าจะฟันธงถูกประมาณ 80% ทุกปี และปีนี้จะขอทายผลทุกสาขาดังต่อไปนี้
ขอทุกท่านโปรดร่วมสนุกและถกเถียง(อย่างมีสติ)ด้วยเทอญ...

PERFORMANCE BY AN ACTRESS IN A SUPPORTING ROLE
นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

Cate Blanchett in "I’m Not There" (The Weinstein Company)
Ruby Dee in "American Gangster" (Universal)
Saoirse Ronan in "Atonement" (Focus Features)
Amy Ryan in "Gone Baby Gone" (Miramax)
Tilda Swinton in "Michael Clayton" (Warner Bros.)

1) มหกรรมการพลิกล็อคมักจะเกิดกับสาขาการแสดง และปีนี้ตัวเต็งในสมทบหญิงก็ถือว่าอ่อนแอมากพอจะให้พลิกล็อคเช่นกัน 3 ตัวเต็งสำคัญได้แก่ เคท แบลนเช็ทท์ ซึ่งได้ลูกโลกทองคำ และถูกพูดถึงมากที่สุด, เอมี่ ไรอัน ซึ่งกวาดรางวัลของบรรดานักวิจารณ์มามากที่สุด และ รูบี้ ดี นักแสดงอาวุโสซึ่งได้รับการเคารพและแซงโค้งท้ายขึ้นมาด้วยการคว้ารางวัลของ SAG สมาคมนักแสดงอย่างเหนือความคาดหมาย
2) ปีนี้ดูไม่น่าใช่ปีแห่งการสรรเสริญผู้อาวุโส ตามธีม "no country for old men" และคาดว่า รูบี้ ดี อาจจะต้องรอรางวัลเกียรติยศในอนาคต แม้เธออาจพลิกแซงได้ทุกเมื่อ ส่วน เคท แบลนเช็ทท์ น่าจะพลาดท่าโค้งสุดท้าย เพราะแม้เธอจะแสดงดี แต่รางวัลลูกโลกทองคำมักเป็นอาถรรพณ์สาขาสมทบ ซึ่งนักแสดงเล็กๆคนหนึ่งมักจะย่องมาคว้ารางวัลนี้ไปทุกที คาดว่าเธอน่าจะเป็น เอมี่ ไรอัน หรือไม่ก็ ทิลด้า สวินตัน
3) โปรดระวัง ทิลด้า สวินตัน จาก Michael Clayton ที่เงียบๆแต่น่ากลัวชอบกล เพราะคาดว่าเธอได้คะแนนในแต่ละรางวัลสถาบันก่อนหน้านี้ไม่น้อย เพียงแต่เธอไม่ชนะเท่านั้นเอง บางที เธออาจเป็นหนึ่งเดียวของ Michael Clayton ที่ได้รางวัลไปครอง
ฟันธงผู้ชนะ: ทิลด้า สวินตัน จาก Michael Clayton

PERFORMANCE BY AN ACTOR IN A SUPPORTING ROLE
นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

Casey Affleck in "The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford" (Warner Bros.)
Javier Bardem in "No Country for Old Men" (Miramax and Paramount Vantage)
Hal Holbrook in "Into the Wild" (Paramount Vantage and River Road Entertainment)
Philip Seymour Hoffman in "Charlie Wilson’s War" (Universal)
Tom Wilkinson in "Michael Clayton" (Warner Bros.)

1) เคซี่ อัฟเฟล็ค ถือเป็นม้ามืดแรงดี แต่เวลาของเขายังมาไม่ถึง, ทอม วิลคินสัน น่าจะได้คะแนนกลางๆ แต่ไม่ชนะแน่นอน, ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน อาจจะเร็วเกินกว่าจะได้ออสการ์อีกตัวมาครอง
2) ฮาล ฮอลบรู๊ค ไม่น่าจะพลิกชนะในฐานะผู้อาวุโสเหมือน อลัน อาร์กินส์ ปีที่แล้วได้ เนื่องจาก ระยะห่างระหว่างเต็งหนึ่งกับเต็งรอง ถือว่าปีนี้ห่างกันมาก ต่างจากปีที่แล้วที่ต่างกันไม่เยอะ อีกทั้งปีนี้ไม่น่าใชปีการสรรเสริญผู้อาวุโส
3) ฮาเวียร์ บาเด็ม เป็นนักแสดงในสาขาที่ถูกฟันธงว่า...พลาดยากที่สุดในงานออสการ์คราวนี้ เพราะเขาทำได้ในระดับเดียวกับ แอนโธนี่ ฮอปกินส์ ในบท ฮันนิบาล เลยทีเดียว
ฟันธงผู้ชนะ: ฮาเวียร์ บาเด็ม จาก No Country for old men

PERFORMANCE BY AN ACTRESS IN A LEADING ROLE
นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

Cate Blanchett in "Elizabeth: The Golden Age" (Universal)
Julie Christie in "Away from Her" (Lionsgate)
Marion Cotillard in "La Vie en Rose" (Picturehouse)
Laura Linney in "The Savages" (Fox Searchlight)
Ellen Page in "Juno" (Fox Searchlight)

1) คู่ต่อสู้จริงๆของสาขานี้มีเพียง 3 คน นั่นคือ จูลี่ คริสตี้, มายิญง โกติญาร์ และ เอลเลน เพจ
2) จูลี่ คริสตี้ กวาดรางวัลมาหมดแทบทุกอย่าง และเป็นตัวแทนของ "นักแสดงเจ๋งจากหนังเล็ก" ซึ่งมักจะได้ออสการ์ไปโดดๆ (เช่น ฟอเรสท์ วิเทเกอร์ จาก The Last King of Scotland) ในขณะที่ มาริญง น่าจะมีโอกาสน้อยกว่า เพราะเธอไม่ใช่อเมริกัน และอาจมีคนได้ดูหนังของเธอน้อย แม้ว่าบทบาทการแสดงจะเข้าขั้นเอกอุเลยก็ตาม
3) กระแสของ จูลี่ คริสตี้ อาจจะสั่นคลอนด้วยเหตุผลว่า เธอเคยได้ออสการ์มาแล้ว และเธอครองตัวเต็งนานเกินไป แถมยังอยู่ในปีที่อาจจะไม่สรรเสริญคนอาวุโสเท่ากับปีก่อนๆ ดังนั้น เอลเลน เพจ อาจจะกลายเป็นคนที่ทำเซอร์ไพรส์ที่สุดในงานนี้ แม้ข้อเสียก็คือ เธออยู่ในหนังเบาสมอง ไม่ใช่หนังหนักสมองอย่างที่ออสการ์จะชอบกัน แต่ทุกคนที่ได้ดูหนังต่างรักเธอ และตีโค้งมาอย่างน่ากลัวมากๆในตอนลงคะแนนเสียง
ฟันธงผู้ชนะ: เอลเลน เพจ จาก Juno

PERFORMANCE BY AN ACTOR IN A LEADING ROLE
นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

George Clooney in "Michael Clayton" (Warner Bros.)
Daniel Day-Lewis in "There Will Be Blood" (Paramount Vantage and Miramax)
Johnny Depp in "Sweeney Todd The Demon Barber of Fleet Street" (DreamWorks and Warner Bros.,
Distributed by DreamWorks/Paramount)
Tommy Lee Jones in "In the Valley of Elah" (Warner Independent)
Viggo Mortensen in "Eastern Promises" (Focus Features)

1) อาจจะมีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น ที่ช่วงชิงตำแหน่งกัน นั่นคือ จอร์จ คลูนี่ย์ และ แดเนียล เดย์-ลูอิส ซึ่งที่เหลือเป็นเพียงไม้ประดับจริงๆ
2) ไม่ต้องสงสัยว่าคลูนี่ย์แสดงดี เป็นที่รักของคน แต่กระแสป็อบปูลาร์ในตัวเขามันพีคไปเมื่อปีก่อนๆแล้ว และออสการ์มักจะยกย่องการแสดงแบบ "เข้มโคตร" มากกว่าบทที่เขารับในปีนี้
3) แดเนียล เดย์-ลูอิส แสดงได้อย่างทรงพลัง ยากจะหาใครมาโค่น ต่อให้คู่ต่อกรเป็นพวกเด็กเส้นก็ตาม เพราะอย่างไร ผลงานของเขานั้นโดดเด่นกว่ามากจริงๆ และพฤติกรรมส่วนตัวก็ไม่มีข้อเสียหายด้วย
ฟันธงผู้ชนะ: แดเนียล เดย์-ลูอิส จาก There will be blood

DIRECTOR
ผู้กำกับยอดเยี่ยม

Paul Thomas Anderson - "There Will Be Blood"
Ethan Coen & Joel Coen - "No Country For Old Men"
Tony Gilroy - "Michael Clayton"
Jason Reitman - "Juno"
Julian Schnabel - "The Diving Bell And The Butterfly"

1) ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนที่ได้ DGA จะกลายเป็นเต็ง 1 และถ้าหนังของเขาเป็นเต็ง 1 ด้วยแล้ว รางวัลผู้กำกับจึงไม่น่าหนีไปไหน
2) หนังดูไม่ยาก ไม่เวอร์เกิน แต่มีสไตล์ ซึ่งถือเป็นแนวทางออสการ์ และไม่มีหนังประเภท "มหากาพย์" มาคอยกวนใจ
3) หลังปล่อยให้ไปคว้ารางวัลเวทีอื่นๆมานาน มันถึงเวลายกย่องไอ้เด็กคู่หู ที่จะกลายเป็นตำนานของนักทำหนังอเมริกัน ด้วยโทรฟี่ออสการ์แล้ว
4) คู่แข่งของเขามีเพียง พอล โธมัส แอสเดอร์สัน และ จูเลียน ชนาเบล ที่ทำหนังซะอาร์ทเหลือเกิน ส่วน ไรท์แมน และ กิลรอย อาจมีคนรักและชื่นชม แต่ระยะห่างด้านกระแสมันมีมากเกินไป
ฟันธงผู้ชนะ: อีธาน และ โจล โคน จาก No Country for old Men

BEST PICTURE
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

"Atonement" (Focus Features)
A Working Title Production
Tim Bevan, Eric Fellner and Paul Webster, Producers
"Juno" (Fox Searchlight)
A Dancing Elk Pictures, LLC Production
Lianne Halfon, Mason Novick and Russell Smith, Producers
"Michael Clayton" (Warner Bros.)
A Clayton Productions, LLC Production
Sydney Pollack, Jennifer Fox and Kerry Orent, Producers
"No Country for Old Men" (Miramax and Paramount Vantage)
A Scott Rudin/Mike Zoss Production
Scott Rudin, Ethan Coen and Joel Coen, Producers
"There Will Be Blood" (Paramount Vantage and Miramax)
A JoAnne Sellar/Ghoulardi Film Company Production
JoAnne Sellar, Paul Thomas Anderson and Daniel Lupi, Producers

ก่อนอื่นมาดูกรรมการออสการ์ที่มีสิทธิ์โหวต ประจำปีนี้กันก่อน

Actors-1,243
Producers-454
Executives-440
Sound-412
Writers-396
Art Directors-373
Directors-374
Public Relations-369
Members at Large-254
Shorts/Feature Ani-330
Visual Effects-264
Music-235
Editors-223
Cinematographers-195
Documentary-141
Makeup-116
Total Voting Members -5829

เมื่อพิจารณาตามอคติของกรรมการแต่ละสาขา จะพบว่า คะแนนจะออกมาประมาณนี้ คือ michael Clayton 600/ Atonement - 1000/ There will be blood - 1100/ No Country for old men -1500/ Juno - 1700

ต่อไปคือการวิเคราะห์ภาพรวม

1) คณะกรรมการด้านงานฝีมือสวยๆ อาทิ แต่งหน้า, กำกับศิลป์ กลุ่มนักแสดงและโปรดิวเซอร์ที่ชอบอะไรสวยๆ และคนที่เห็นว่า atonement ได้รับการยกย่องน้อยเกินไป โดยเฉพาะสาขาการแสดง และหนังยอดเยี่ยมน่าจะส่งแรงโหวตให้ แต่อาจจะดูน้อยเกินกว่าที่หนังอังกฤษเรื่องนี้จะพลิกได้ อีกทั้ง ตัวหนังไม่ได้ชวนให้หลงรักจนถึงขั้นต้องให้คะแนนชดเชยขนาดนั้น โอกาสได้ออสการ์จึงมีประมาณ 25 %
2) Michael Clayton น่าจะได้คะแนนจากกรรมการกลางคน ที่ชอบอะไรช้าๆแน่นๆ และกลุ่มคนที่สนับสนุนนักแสดง ผู้กำกับ และมือเขียนบทที่มีฝีมือแต่คนไม่ค่อยพูดถึง อีกทั้งหนังเรื่องนี้อาจจะมีแรงส่งในแง่ของความเป็นกลางๆ ไม่หวือหวาของมัน แถมยังมีตอนจบที่คนชื่นชอบ แต่กระนั้น ไม่มีกระแสสำหรับหนังเรื่องนี้เข้ามาเลย โอกาสได้ออสการ์จึงมีประมาณ 30 %
3) There will be blood ในแง่ของการพิจารณาฐานคะแนน เรื่องนี้ดูจะเป็นรอง No Country ในทุกด้าน เนื่องจากหนังออกโทนมืดเหมือนกัน และบริษัทจำหน่ายเป็นบริษัทเดียวกัน คะแนนจึงน่าจะล็อคไปเทให้อีกเรื่องที่น่าจะมีโอกาสมากกว่า แถมตัวเนื้อหาและองค์ประกอบทุกอย่าง แม้จะอยู่ในขั้นเลอเลิศ ทว่ามันไม่ใช่แนวทางออสการ์เลยสักนิดเดียว อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าหนังดีๆเปี่ยมสไตล์เรื่องนี้จะไม่มีคนแอบชื่นชม โอกาสได้ออสการ์จึงเท่ากับ 45%
4) สองเหตุผลที่หนังอย่าง Juno จะได้ออสการ์ก็คือ ประการแรก มันมาในห้วงเวลาที่พอเหมาะที่สุด กระแสแรงที่สุด และคนรักมากที่สุด ประการที่สองก็คือ เต็งสองเรื่องอย่าง No  Country และ Blood มีฐานคะแนนพิศวาสเดียวกัน มีเส้นสายทีเดียวกัน อาจจะทำให้เกิดการเตะขัดขากันเอง และลงท้ายด้วยการชวดรางวัลทั้งคู่ แต่กระนั้น หนังตลกไม่ได้ออสการ์มานานแล้ว และหนังทำลายอาถรรพณ์น่าจะแข็งแกร่งกว่านี้ แถมมันยังไม่ได้เข้าขิงสาขา
ตัดต่อ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดออสการ์หนังยอดเยี่ยมอีกด้วย โอากสได้ออสการ์เท่ากับ 60 %
5) No country for old men ด้วยความเป็นหนังร่วมทุน จึงมีคนในแวดวงพร้อมโหวตให้เยอะ แถมยังเป็นเต็งหนึ่งมายาวนาน อีกทั้งตัวหนังมีคุณภาพ ได้รางวัลตามสถาบันและสมาคมมาครองมากที่สุด และคนสร้างสมควรได้รับการยกย่องมานานแล้ว มันจึงมีเปอร์เซ็นตฺ์สูงกว่าชาวบ้าน อุปสรรคของมันก็คือ ความรุนแรงในหนัง การมีฐานคะแนนซ้ำกับ There will be blood ที่สำคัญ หนังอาจจะดี แต่ไม่กินใจ อย่างไรก็ตาม โอกาสได้ออสการ์ยังสูงถึง 70 %
6) หนังได้ออสการ์มักจะเข้าชิงสาขาตัดต่อ ถือเป็นสถิติยืนยงมาหลายสิบปี และนั่นทำให้ Juno อาจจะพลิกไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม กรรมการออสการ์ประเภทดูหนังด้วยใจ น่าจะเทคะแนนให้เรื่องนี้ ขณะที่ตอนจบแบบไม่ตลาดของ No Country for old men อาจจะไม่กินใจเท่าที่ควร
7) หนังได้ออสการ์มักทำเงินสูงกว่าเพื่อน และมีพลังผลักดันให้กรรมการได้ดูหนังมากกว่าเพื่อน ซึ่งจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก Juno
8) อาถรรพณ์บางอย่างมีไว้ให้ทำลาย และมันน่าจะเกิดขึ้นในปีนี้
ฟันธงผู้ชนะ: Juno

 

 


 

edit @ 20 Feb 2008 23:15:07 by Veevee


อันที่จริงคือหนังปี 2007 นั่นแหละ แต่ประกาศปี 2008 เท่านั้นเอง
ปกติข้าพเจ้าจะฟันธงถูกประมาณ 80% ทุกปี และปีนี้จะขอทายผลทุกสาขาดังต่อไปนี้
ขอทุกท่านโปรดร่วมสนุกและถกเถียง(อย่างมีสติ)ด้วยเทอญ...
 
ANIMATED FEATURE
หนังอนิเมชั่นยอดเยี่ยม

"Persepolis" - (Sony Pictures Classics) Marjane Satrapi and Vincent Paronnaud
"Ratatouille" - (Pixar; Walt Disney Studios Motion Pictures Distribution) Brad Bird
"Surf’s Up" - (Sony Pictures Releasing) Ash Brannon and Chris Buck

สาขานี้ไม่รู้จะพลิกล็อคได้ยังไง ในเมื่อ Ratatouille สมบูรณ์แบบทั้งงานฝีมือและคำชื่นชมนักวิจารณ์ รวมไปถึงกระแสคนดูอีกด้วย
ฟันธงผู้ชนะ: Ratatouille

DOCUMENTARY FEATURE
สารคดียอดเยี่ยม
"No End in Sight" (Magnolia Pictures) A Representational Pictures Production; Charles Ferguson and Audrey Marrs
"Operation Homecoming: Writing the Wartime Experience" (The Documentary Group) A Documentary Group Production; Richard E. Robbins
"Sicko" (Lionsgate and The Weinstein Company) A Dog Eat Dog Films Production; Michael Moore and Meghan O’Hara
"Taxi to the Dark Side" (THINKFilm) An X-Ray Production; Alex Gibney and Eva Orner
"War/Dance" (THINKFilm) A Shine Global and Fine Films Production

ถ้ากรรมการไม่เบื่อสารคดีสงคราม เชื่อว่า No end in sight น่าจะคว้าไป เนื่องจากกรรมการชอบงานที่ "สุขุม"  "กระทบกระเทือน" และ "ข้อมูลแน่น" อย่างไรก็ดี โปรดระวังการพลิกแซงของไมเคิล มัวร์ ใน Sicko แม้ว่าเขาจะมีคนเกลียดเยอะ แต่ทุกอย่างไม่แน่เสมอไป กระแสวงในว่ากันว่า มันเป็นหนังที่อยู่ในเงามืดและพร้อมแซงเสมอ ทั้งนี้ 2 เรื่องที่ว่ามา รวมถึง Taxi to the dark side ล้วนอิงการเมือง ซึ่งอาจทำให้กรรมการ "หัวโบราณ" ไม่ชอบ และพลอยทำให้เชียร์หนังแนววัฒนธรรมอย่าง war/dance สารคดีว่าด้วยการเต้นในประเทศโลกที่สาม ซึ่งอาจกินใจกรรมการได้
ฟันธงผู้ชนะ:  No End in Sight

FOREIGN LANGUAGE FILM
หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

"Beaufort" - Israel
"The Counterfeiters" - Austria
"Katyn," - Poland
"Mongol" - Kazakhstan
"12" - Russia

นี่คือสาขาที่เดายากที่สุดสาขาหนึ่ง หาใช่เพียงเพราะไม่มี "เต็งแต่ไก่โห่" แต่มันยังมักปรากฏการพลิกล็อคได้ด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังเกตไม่ยากในสาขานี้ก็คือ มักจะอิงแอบกับการเมือง และประวัติศาสตร์ จะเน้นเล่าถึงคนตัวเล็กๆที่ต้องผ่านผจญเหตุการณ์ใหญ่ๆอันเป็นสากล ที่สำคัญ มันมักจะลงเอยด้วยชัยชนะของหนังสไตล์ยุโรปในที่สุด แม้ว่าชื่อชั้นของ อองเดร วาจดา (Katyn) และ นิกิต้า มิคาลฮอฟ (12) จะโด่งดัง แต่ปีนี้ ไม่น่าจะมีที่ยืนให้กับคนแก่มากนัก และอาจจะลงเอยด้วยการให้หนังที่สโคปใหญ่ๆ และนักวิจารณ์หลายสำนักฟันธงว่า มันจะคว้าออสการ์ได้โดยไม่ผ่านรางวัลสมาคมวิจารณ์ใดๆมาก่อนเลยอย่าง The Counterfeiters โดยมีม้ามืด เป็นหนังจากอิสราเอล เพราะอเมริกันชนหมกมุ่นในตะวันออกกลางอย่างมาก
ฟันธงผู้ชนะ :The Counterfeiters จาก ออสเตรีย

ART DIRECTION
กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม

"American Gangster" (Universal) Art Direction: Arthur Max; Set Decoration: Beth A. Rubino
"Atonement" (Focus Features) Art Direction: Sarah Greenwood; Set Decoration: Katie Spencer
"The Golden Compass" (New Line in association with Ingenious Film Partners) Art Direction: Dennis Gassner; Set Decoration: Anna Pinnock
"Sweeney Todd The Demon Barber of Fleet Street" (DreamWorks and Warner Bros., Distributed by DreamWorks/Paramount) Art Direction: Dante Ferretti; Set Decoration: Francesca Lo Schiavo
"There Will Be Blood" (Paramount Vantage and Miramax) Art Direction: Jack Fisk; Set Decoration: Jim Erickson

การกำกับศิลป์ปีนี้ เป็นการแข่งขันของหนัง 3 เรื่อง อันได้แก่ Atonement, Sweeney Todd และ There will be blood อย่างไรก็ตาม ออสการ์มักจะชอบหนังที่กำกับศิลป์ได้ "สวย" มากกว่า "น่าเกลียด" และหนังที่ถูกมองข้ามในสาขาใหญ่ๆอย่าง Atonement น่าจะได้รางวัลนี้ไปชดเชย ส่วนอีกสองเรื่องอาจจะมีโอกาสพลิกแซงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอาจมีคนอยากชดเชยรางวัลให้แก่ Sweeney Todd ก็เป็นได้
ฟันธงผู้ชนะ: Atonement

FILM EDITING
ลำดับภาพยอดเยี่ยม

"The Bourne Ultimatum" (Universal) Christopher Rouse
"The Diving Bell and the Butterfly" (Miramax/Path้ Renn) Juliette Welfling
"Into the Wild" (Paramount Vantage and River Road Entertainment) Jay Cassidy
"No Country for Old Men" (Miramax and Paramount Vantage) Roderick Jaynes
"There Will Be Blood" (Paramount Vantage and Miramax) Dylan Tichenor

แม้ว่า The Bourne Ultimatum จะเป็นเทพเจ้าแห่งการตัดต่อ แต่เชื่อว่ากรรมการวัยกลางคน ไม่น่าจะอินกับการตัดต่อชวนอ้วกสักเท่าไหร่ และน่าจะมอบรางวัลให้แก่หนังที่ตัดได้มีสไตล์ และพอดีๆ อย่าง No County for old men แทน โดยหนังเรื่องอื่นๆ อาจจะพลิกล็อคได้ โดยเฉพาะ There will be blood แต่เชื่อว่ายาก
ฟันธงผู้ชนะ: No Country for old men

CINEMATOGRAPHY
กำกับภาพยอดเยี่ยม

"The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford" (Warner Bros.) Roger Deakins
"Atonement" (Focus Features) Seamus McGarvey
"The Diving Bell and the Butterfly" (Miramax/Path้ Renn) Janusz Kaminski
"No Country for Old Men" (Miramax and Paramount Vantage) Roger Deakins
"There Will Be Blood" (Paramount Vantage and Miramax) Robert Elswit

มีหลายปัจจัยในการตัดสินสาขานี้
1) Asc หรือ สมาคมผู้กำกับภาพแห่งอเมริกา มอบรางวัลให้ โรเบิร์ต เอลสวิท จาก There will be blood นั่นถือเป็นลางหายนะอย่างหนึ่ง เนื่องจากโผของ asc มักไม่ตรงกับออสการ์ในปีหลังๆ
อันที่จริง asc ชอบให้งานที่ "ถ่ายยาก" ส่วนออสการ์ชอบให้งานที่ "ถ่ายสวย" (Memoir of Geisha และ คือตัวอย่างที่ดี รวมไปถึงการที่ Pan's Labyrinyh พลิกชนะ Children of Men มาได้)
หนังอย่าง Atonement และ The Assassination of Jesse James จึงมีโอกาสพลิกได้ (อย่าประมาทลองเทคใน atonement ทีเดียวเชียว)
2) การให้รางวัลกับ "คนเก่าแก่ของวงการ" ถือเป็นสิ่งที่ออสการ์ชอบทำ อย่างไรก็ดี คนที่ถูกหมายตาว่าอยู่มานาน และควรได้รบเกียรติยศอย่าง โรเจอร์ ดีกิ้นส์ (เข้าชิง 2 เรื่อง) ไม่ได้อยู่มานานกว่า โรเบิร์ต เอลสวิท มากนัก และที่สำคัญ ตามข่าวยังไม่มีกระแสการ "ฮั้วโหวต" ให้แก่เรื่องใดเรื่องหนึ่งของดีกิ้นส์ และอาจลงเอยด้วยการที่เขาจะมีคะแนนตัดกันเอง และพ่ายแพ้ไป
3) ปีนี้ asc อาจตรงกับ ออสการ์ เพราะเต็ง 2 และ 3 อย่าง no country ไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องถ่ายสวย และ assasination of jesse james กับ The Diving Bell and the Butterfly ดูจะอ่อนปวกเปียกในแง่ของกระแส แม้ว่ามันเหมาะและเข้าทางออสการ์มาก
ฟันธงผู้ชนะ: There will be blood

ORIGINAL SCREENPLAY
บทดั้งเดิมยอดเยี่ยม

Brad Bird - "Ratatouille"
Diablo Cody - "Juno"
Tony Gilroy - "Michael Clayton"
Tamara Jenkins - "The Savages"
Nancy Oliver - "Lars and the Real Girl"

ในสาขาบทภาพยนตร์ สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ผลรางวัลในปีหลังๆแทบจะตรงกับ WGA สมาคมนักเขียนบทแห่งอเมริกาแทบจะทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นเต็งหนึ่งอย่าง Juno อาจจะมีปัญหาเล็กน้อย เนื่องจากความอนุรักษ์นิยมของกรรมการ จะเต็มใจมอบรางวัลให้ ไดอาโบล โคดี้ ซึ่งเป็น "อดีตนางโชว์" จริงๆหรือ? และพวกเขาจะมองข้ามมือเขียนบทเก่าแก่ที่ได้รับการยอมรับอย่าง โทนี่ กิลรอย จาก Michael Clayton ได้จริงๆรึไม่ สาขานี้มีโอกาสพลิกล็อคอย่างแรง ซึ่งขึ้นอยู่กับโมเมนตั้มในการโหวตช่วงสุดท้ายของกรรมการ แต่กระแสที่ตีตื้นขึ้นมาของ Juno ในทุกสาขา น่าจะทำให้หนังได้รางวัลด้านบทไปครอง
ฟันธงผู้ชนะ: Juno

ADAPTED SCREENPLAY
บทดัดแปลงยอดเยี่ยม

Paul Thomas Anderson - "There Will Be Blood"
Ethan & Joel Coen - "No Country for Old Men"
Christopher Hampton - "Atonement"
Ronald Harwood - "The Diving Bell and the Butterfly"
Sarah Polley - "Away from Her"

เช่นเดียวกับบทดั้งเดิม สาขาบทดัดแปลงก็อยู่ภายใต้เงื้อมเงาของ WGA เช่นกัน และคาดว่าสาขานี้น่าจะเกือบล็อคผู้ชนะให้หนัง "ไม่มีที่ให้พวกตาแก่" โดยม้ามืดที่ตามมาห่างๆได้แก่ There will be blood และถ้าหากเกิดการพลิกล็อค ลงเอยด้วยการที่ no country เสียตำแหน่งผู้ชนะให้ blood แล้วล่ะก็ อาจกระเทือนไปถึงผลหนังยอดเยี่ยมได้ แต่ที่สุดแล้ว พี่น้องโคนน่าจะถึงเวลาของการถูกสรรเสริญแบบเป็นแพ็คเกจ (ได้หลายรางวัลบนเวทีเดยว) สักที
ฟันธงผู้ชนะ: No country for old men

คราวหน้าจะพูดถึงทุกสาขาที่เหลือ รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

โปรดติดตาม...

อันที่จริงคือหนังปี 2007 นั่นแหละ แต่ประกาศปี 2008 เท่านั้นเอง
ปกติข้าพเจ้าจะฟันธงถูกประมาณ 80% ของทุกปี และปีนี้จะขอทายผลทุกสาขาดังต่อไปนี้
ขอทุกท่านโปรดร่วมสนุกและถกเถียง(อย่างมีสติ)ด้วยเทอญ...


DOCUMENTARY SHORT
สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม

"Freeheld" A Lieutenant Films Production; Cynthia Wade and Vanessa Roth
"La Corona (The Crown)" A Runaway Films and Vega Films Production; Amanda Micheli and Isabel Vega
"Salim Baba" A Ropa Vieja Films and Paradox Smoke Production; Tim Sternberg and Francisco Bello
"Sari’s Mother" (Cinema Guild) A Daylight Factory Production; James Longley

ตามปกติแล้ว สาขาสารคดีขนาดสั้นมักจะลงเอยด้วยชัยชนะของงานที่เข้มข้นด้วยประเด็น นำเสนออย่างจริงจัง และนำผู้คนไปพบกับความสะเทือนใจในเวลาอันสั้น ในปีนี้ หนังที่ถูกกล่าวถึงมากกว่าเพื่อนในออสการ์ปีนี้ ได้แก่ Sari's Mother แน่นอนว่าแม้คนได้ดูอาจจะยังน้อย แต่บรรดากูรูทั้งหลายต่างฟันธงใกล้เคียงกันว่า เรื่องนี้น่าจะเข้าป้ายไปในที่สุด อีกทั้งเนื้อหายังเข้าทางออสการ์อีกด้วย แต่อย่าได้ประมาท Salim Baba ทีเดียวเชียว
ฟันธงผู้ชนะ: Sari's Mother

ANIMATED SHORT FILM
อนิเมชั่นขนาดสั้นยอดเยี่ยม
"I Met the Walrus" A Kids & Explosions Production; Josh Raskin
"Madame Tutli-Putli" (National Film Board of Canada) A National Film Board of Canada Production; Chris Lavis and Maciek Szczerbowski
"M๊me Les Pigeons Vont au Paradis (Even Pigeons Go to Heaven)" (Premium Films) A BUF Compagnie Production; Samuel Tourneux and Simon Vanesse
"My Love (Moya Lyubov)" (Channel One Russia) A Dago-Film Studio, Channel One Russia and Dentsu Tec Production; Alexander Petrov
"Peter & the Wolf" (BreakThru Films) A BreakThru Films/Se-ma-for Studios Production

สาขาอนิเมชั่นขนาดสั้น ยากแก่การคาดเดาและมักจะลงเอยด้วยการพลิกล็อคเสมอมา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตเสมอมาก็คือ ผู้ชนะมักจะมีสไตล์ที่ไม่หวือหวา ไม่ติสท์เกินเหตุ แต่อัดแน่นด้วยเทคนิคอันสวยงาม ได้มาตรฐาน การเล่าเรื่องสนุก และมีประเด็นที่พอไปวัดไปวาได้ ปีนี้มีงานหลากแนวทางและสไตล์ แต่ที่ดูจะถูกพูดถึงมากที่สุด น่าจะเป็น Peter & the Wolf ซึ่งดูจะเป็นกลางๆ และคณะกรรมการน่าจะชื่นชอบมากที่สุด อย่างไรก็ตาม My Love (Moya Lyubov) น่าจะเป็นตัวสอดแทรกที่ดี
ฟันธงผู้ชนะ: Peter & the Wolf

LIVE-ACTION SHORT FILM
หนังสั้นยอดเยี่ยม

"At Night" A Zentropa Entertainments 10 Production; Christian E. Christiansen and Louise Vesth
"Il Supplente (The Substitute)" (Sky Cinema Italia) A Frame by Frame Italia Production; Andrea Jublin
"Le Mozart des Pickpockets (The Mozart of Pickpockets)" (Premium Films) A Kar้ Production; Philippe Pollet-Villard
"Tanghi Argentini" (Premium Films) An Another Dimension of an Idea Production; Guido Thys and Anja Daelemans
"The Tonto Woman" A Knucklehead, Little Mo and Rose Hackney Barber Production; Daniel Barber and Matthew Brown

สาขาหนังสั้นยอดเยี่ยม เป็นอีกสาขาที่ยากแก่การคาดเดา แต่สไตล์ออสการ์มักจะชอบหนังเล็กๆที่เสนอประเด็นอันเป็นสากล โดยปีนี้หนังที่ถูกพูดถึงมากกว่าใครเพื่อนได้แก่ Le Mozart des Pickpockets (The Mozart of Pickpockets) ซึ่งมีหน้าหนังที่น่าสนใจ และทำออกมาได้อย่างสนุกสนานเหลือเกิน ส่วน The Tonto Woman มีบางอย่างที่น่าจะทำให้กรรมการให้คะแนนเช่นกัน
ฟันธงผู้ชนะ: Le Mozart des Pickpockets (The Mozart of Pickpockets)

VISUAL EFFECTS
เทคนิคภาพพิเศษยอดเยี่ยม
"The Golden Compass" (New Line in association with Ingenious Film Partners) Michael Fink, Bill Westenhofer, Ben Morris and Trevor Wood
"Pirates of the Caribbean: At World’s End" (Walt Disney) John Knoll, Hal Hickel, Charles Gibson and John Frazier
"Transformers" (DreamWorks and Paramount in association with Hasbro) Scott Farrar, Scott Benza, Russell Earl and John Frazier

สาขาเทคนิคภาพพิเศษยอดเยี่ยม ปีนี้ดูเหมือนมีกระแสมาตั้งแต่กลางปีว่า Transformers น่าจะเป็นผู้นำมาตั้งแต่แรก ยิ่งบุคลากรในวงการเทคนิคพิเศษให้การเคารพยกย่องงานด้านภาพพิเศษด้วยล่ะก็ นับว่ายิ่งเป็นแต้มต่อที่เหนือกว่าคนอื่น นอกจากนี้ คู่แข่งที่หินมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือ Pirates of the Caribbean: At World’s End แต่เผอิญทำออกมาไม่ได้มีความพิสดารและน่าตื่นตะลึงเท่า (โดยเฉพาะฉากหุ่นยนต์ต่อสู้) จึงทำให้สาขานี้น่าจะตกเป็นของหุ่นยนต์แปลงร่างค่อนข้างแน่ ซึ่งสนับสนุนอีกแรงโดยความเห็นของกูรูออสการ์กว่าสิบสำนักทั่วอเมริกา
ฟันธงผู้ชนะ: Transformers


SOUND MIXING
ผสมเสียงยอดเยี่ยม
"The Bourne Ultimatum" (Universal) Scott Millan, David Parker and Kirk Francis
"No Country for Old Men" (Miramax and Paramount Vantage) Skip Lievsay, Craig Berkey, Greg Orloff and Peter Kurland
"Ratatouille" (Walt Disney) Randy Thom, Michael Semanick and Doc Kane
"3:10 to Yuma" (Lionsgate) Paul Massey, David Giammarco and Jim Stuebe
"Transformers" (DreamWorks and Paramount in association with Hasbro) Kevin O’Connell, Greg P. Russell and Peter J. Devlin

สาขาผสมเสียงยอดเยี่ยม มักจะเป็นสาขาที่มอบรางวัลให้หนังที่ผสมเสียงในหนังได้อย่างแปลกใหม่ จู่โจมความรู้สึก รวมไปถึงสร้างอารมณ์ โดยปีนี้ มีตัวเต็งอยู่สองเรื่อง นั่นคือ Transformers และ No Country for Old Men
ซึ่งขับเคี่ยวกันอย่างสูสีเสมอมา ทั้งสองเรื่องมีกูรูให้การสนับสนุนพอๆกัน โดย  No Country for Old Men มีผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงออกมาเชียร์และวิเคราะห์อย่างออกนอกหน้า ส่วน Transformers ได้เปรียบตรงที่ความน่าตื่นตะลึงของเสียง อย่างไรก็ตาม กรรมการออสการ์มักจะมอบรางวัลให้หนั้งที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมทางการใช้เสียงมากกว่า ดังนั้น No Country for Old Men น่าจะเอาชนะเสียงหุ่นยนต์ประหลาดๆของอีกเรื่องไปได้
ฟันธงผู้ชนะ: No Country for old men

SOUND EDITING
ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม

"The Bourne Ultimatum" (Universal) Karen Baker Landers and Per Hallberg
"No Country for Old Men" (Miramax and Paramount Vantage) Skip Lievsay
"Ratatouille" (Walt Disney) Randy Thom and Michael Silvers
"There Will Be Blood" (Paramount Vantage and Miramax) Matthew Wood
"Transformers" (DreamWorks and Paramount in association with Hasbro) Ethan Van der Ryn and Mike Hopkins

เช่นเดียวกับสาขาผสมเสียง ในสาขาตัดต่อเสียงนี้ก็ยังเป็นการขับเคี่ยวระหว่าง No Country for Old Men และ Transformers ซึ่งมีโอกาสไม่น้อยจะเกิดการ "เกี๊ยะเซียะ" นั่นคือ แบ่งกันไปฝ่ายละรางวัล แต่บางที คณะกรรมการอาจจะแบ่งกันไม่ลงตัว เพราะไม่มีการเตี๊ยมจริงๆเกิดขึ้น อีกทั้งความสามัญที่รับใช้เรื่องราวของมนุษย์ น่าจะทำให้บรรดากรรมการ "หูเทพ" มอบรางวัลให้แก่เรื่องที่ปกติแต่ใช้ตัดเสียงได้สำคัญกว่าและอาจจะลงท้ายไปด้วยการให้รางวัลแก่หนังคำวิจารณ์เยี่ยมแห่งปีไปอีกสาขา
ฟันธงผู้ชนะ: No Country for old men

ORIGINAL SCORE
ดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม

"Atonement" (Focus Features) Dario Marianelli
"The Kite Runner" (DreamWorks, Sidney Kimmel Entertainment and Participant Productions, Distributed by Paramount Classics) Alberto Iglesias
"Michael Clayton" (Warner Bros.) James Newton Howard
"Ratatouille" (Walt Disney) Michael Giacchino
"3:10 to Yuma" (Lionsgate) Marco Beltrami

เนื่องด้วยการตัด "ว่าที่ผู้ชนะ" อย่าง There will be blood ออกไปอย่างน่ากังขา ในตอนคัดตัวแทน 5 เรื่องสุดท้าย ทำให้รางวัลนี้เกิดการขับเคี่ยวในหนังอันดับรองสองเรื่อง นั่นคือ Atonement และ Ratatouille ซึ่งแม้เรื่องหลังจะทำได้ดี แต่เรื่องแรกถือว่าได้รับการฟันธงจากกูรูในปริมาณมาก และกรรมการมักจะมอบรางวัลให้แก่หนังที่เน้นสกอร์อ่อนไหวและเชื่องช้ามากกว่า และ หนังไถ่บาปน่าจะเอาชนะไปได้
ฟันธงผู้ชนะ: Atonement


ORIGINAL SONG
เพลงดั้งเดิมยอดเยี่ยม

"Falling Slowly" from "Once" (Fox Searchlight) Music and Lyric by Glen Hansard and Marketa Irglova
"Happy Working Song" from "Enchanted" (Walt Disney) Music by Alan Menken; Lyric by Stephen Schwartz
"Raise It Up" from "August Rush" (Warner Bros.) Nominees to be determined
"So Close" from "Enchanted" (Walt Disney) Music by Alan Menken; Lyric by Stephen Schwartz
"That’s How You Know" from "Enchanted" (Walt Disney) Music by Alan Menken; Lyric by Stephen Schwartz

เพลงจาก August Rush ดูจะแย่กว่าเพื่อนในแง่ของการพูดถึง ส่วนเพลงจาก Enchanted มีโอกาสสูงมากที่จะตัดคะแนนกันเอง แถมยังไม่มีเพลงใดในเรื่องนี้ที่ถูกยกออกมาเกินหน้าเกินตา เหมือนอย่างในปีที่ the lion king เข้าชิง 3 เพลง แต่อัดการโปรโมทและกระแสไปที่เพลงเดียว นอกจากนี้ เพลงจาก once ถือว่าทำได้อย่างซาบซึ้ง และยังเป็นการปลอบใจที่ดีให้แก่หนังคำวิจารณ์ยอดเยี่ยม แต่ถูกเมินในสาขาใหญ่ๆเรื่องนี้ ที่สำคัญ นักวิจารณ์ทั่วอเมริกาต่างฟันธงที่หนังเรื่องนี้ไปแบบแทบเอกฉันท์
ฟันธงผู้ชนะ: "Falling Slowly" จาก Once

MAKEUP
แต่งหน้ายอดเยี่ยม

"La Vie en Rose" (Picturehouse) Didier Lavergne and Jan Archibald
"Norbit" (DreamWorks, Distributed by Paramount) Rick Baker and Kazuhiro Tsuji
"Pirates of the Caribbean: At World’s End" (Walt Disney) Ve Neill and Martin Samuel

เนื่องจากหนังที่น่าจะได้รับการจับตามองอย่าง Sweeney Todd ถูกเขี่ยตกรอบไปก่อน (และถูกแทนที่ด้วยหนังอย่าง Norbit เนี่ยนะ?) ทำให้ตัวเก็งที่ต้องแข่งขันคือ Pirates of the Caribbean: At World’s End และ La Vie en Rose โดยกระแสปีนี้แปลกกว่าปีก่อน เนื่องจากการแต่งหน้ายอดเยี่ยมกลับมีหนังดราม่าเพลงอย่าง La Vie en Rose เป็นเต็งหนึ่ง เนื่องจากเกี่ยวกับวัยและการอยู่กลางแสงสีบนเวทีแสดงของตัวละคร ขณะที่แม้ Pirates of the Caribbean: At World’s End แม้จะมีความหวือหวาด้านการแต่งหน้า แต่กลับไม่มีเสียงสนับสนุนเท่าที่ควรในการพูดถึง อีกทั้งมันอาจจะ "ประหลาดจนเป็นปกติ" ก็เป็นได้
ฟันธงผู้ชนะ: La Vie en Rose

COSTUME DESIGN
ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

"Across the Universe" (Sony Pictures Releasing) Albert Wolsky
"Atonement" (Focus Features) Jacqueline Durran
"Elizabeth: The Golden Age" (Universal) Alexandra Byrne
"La Vie en Rose" (Picturehouse) Marit Allen
"Sweeney Todd The Demon Barber of Fleet Street" (DreamWorks and Warner Bros., Distributed by DreamWorks/Paramount)

การออกแบบเครื่องแต่งกายปีนี้ น่าจะเหลือตัวเต็งอยู่เพียง 2 เรื่อง นั่นคือ Elizabeth: The Golden Age และ Atonement โดยทั้งสองเรื่องได้รับการยอมรับการคนในวงการเสื้อผ้า และการแต่งกายอย่างเอกฉันท์ แต่กระแสน่าจะออกไปทางการแต่งกายที่ดูพอดีๆ ไม่หวือหวาเกินเหตุอย่าง Atonement เสียมากกว่า อีกทั้งการจัดอันดับเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมตลอดกาล รวมไปถึงความเห็นจากกูรูทั้งหลาย ล้วนพุ่งตรงไปยัง Atonement เสียมากกว่า ซึ่งถือเป็นการคว้ารางวัลเพื่อชดเชยที่หนังไม่ได้สาขาใหญ่ๆโตมาครอบครอง
ฟันธงผู้ชนะ: Atonement

edit @ 12 Feb 2008 23:34:35 by Veevee

Irony in Thammasart Grand Sale 2007

posted on 09 Feb 2008 17:15 by vr400  in taprachan

บทความนี้ก็เขียนไว้น๊านานแล้วเช่นกัน...เผอิญมีเวอร์ชั่นแปลด้วย เพราะอยากให้เพื่อนที่ธรรมศาสตร์ได้อ่าน ภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยได้แก้ อ่านดิบๆไปละกัน


      21 – 22 July 2007 is the day that Thammasart University clearly changes to be like the old day, but with an ironic vision.
      Once, there was a time that Thammasart University was a Market of Academy. Dr. Pridi Bhanomyong, as a founder of this institute, had an intention to build a place of knowledge for ‘All People’ not ‘Selected People’ and it meant absolutely a root of Democracy [not ‘Democrazy’ like nowadays!] in the innocent community like this Siam.
      Like one with a brain and moral in a mind, no one couldn’t refuse that TU [Thammasart University] stepped to a way of Chulalongkorn University that reserved a seat for only a ‘Selected People’ and changed from ‘Opened University’ to ‘Closed University’
      Thammasart was an outstanding for Entrance System in Difficulty to enter and Powerful people in our country. Hilariously, almost everyone wanted to be successful from participated a leader class, known a big name in society of TU and also forgot a real purposed of this place to be a source of enlightened way. There was an obvious hidden agenda to be Thammasartian.
      In the other hand, an advantage of that day was a stairway for special people with a perseverance and strong point of view that a money couldn’t buy, although they were only a few in our society but they were ‘real’ and reach opportunity with an effort in a fair game. We could remember a strict and serious atmosphere in a library that was a representation of academic atmosphere in the old age.
      Nowadays, someone call it ‘a consumption age’ so ‘‘Weird’ Capitalism’’ leads everything to be for sell and buy. We love buying so ‘Shopping Mall’ is a hottest place for woman [and the man who come with her] and we can see it so often in a name of ‘Grand Sale’ – Midnight Grand Sale, Midyear Grand Sale, Summer Grand Sale etc.
      A Behavior of buying and selling in this ‘our’ age disperses to every point of social. We can buy a difficulty of master degree [in a ‘Moneymaking course’] with a cost that can pay incomes for an average middleclass in 1 year. Moreover, a behavior of our buying life penetrates a fence of university in to a library, we can see a shopping behavior in this strict and silence place too.
      A Significance of shopping in a Grand Sale is you are stimulated by ‘the invisible hand’ to buy more than you need. There are many people that encumber with clothes, shoes, pants or many brand name labeled ‘sale xx%’ but in fact they don’t need them more than they think there are cheap and good opportunity to buy in a good option.
 This is a condition that capitalism works; we gather up many things that we think it ‘maybe’ useful without any ‘appropriate idea’ in reality of using or ‘really’ useful.
      21 – 22 July 2007 is the day that Thammasart clearly changes to be like the old day, but with an ironic vision. I see many student especially in Master Degree gather in a library [that they didn’t think to even step in – in  a normal time] to select, search and borrow in a manner like a grand sale of Shopping Mall.
      In Condition of 1 Month’s World University Sport Competition library closing and right to borrow without limits, they are stimulate to carry books more than they can read in 1 month [20 -40 books – they can? Oh, Jesus Christ!] Although they have a quota of 20 books in a regular day.
      I see a despair of shelf, disorded books like a thousand of soldier battle with a devil of wit in this place. I see women and men mob in a table that pile with books [that they want but not need]
      This is a Shopping Mall of Academy, isn’t it?
      Or this is a renaissance of ‘Market of Academy’ [with a market atmosphere] in our age?
      A market of Academic is back!
      Isn’t it an unbearable funny of ironic?
 
PS. I borrow 21 books in this festival. 

     (เวอร์ชั่นแปล)


อารมณ์เสียดเย้ยในมหกรรมเลหลังแห่งธรรมศาสตร์ ๒๕๕๐
      21 – 22 กรกฎาคม 2550 คือวันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปลี่ยนแปลงอย่างโจ่งแจ้งเพื่อกลับไปสู่วันเก่าๆ หากแต่มันดำเนินไปในมุมมองแบบเสียดเย้ย
      ครั้งหนึ่ง ธรรมศาสตร์เคยเป็นตลาดแห่งวิชา ดร.ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้ประศาสน์สถาบันแห่งนี้ มีความมุ่งหมายจะสร้างสถานแห่งความรู้เพื่อ ‘มวลประชา’ หาใช่ ‘บางประชา’ และแน่นอนว่ามันหมายถึงการเป็นรากเหง้าแห่งประชาธิปไตย (มิใช่ ‘ประชาธิปตวย’ ดังเช่นทุกวันนี้) ในชุมชนอันไร้เดียงสาแห่งมวลชนสยาม
      ใครที่พอจะมีมันสมองและจิตใจอันเป็นธรรม คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าธรรมศาสตร์ก้าวเข้าไปสู่ทิศทางเดียวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสำรองที่นั่งแห่งความรู้เอาไว้ให้แก่คนที่ถูกเลือกบางคนเท่านั้น และได้แปรสภาพจาก ‘มหาวิทยาลัยเปิด’ ไปเป็น ‘มหาวิทยาลัยปิด’
      ธรรมศาสตร์โดดเด่นเป็นสง่าในระบบเอ็นทรานซ์ เนื่องด้วยความยากเข็ญใจในการสอบเข้า และการเป็นแหล่งบรรจุผู้ทรงอำนาจในประเทศของเรา น่าตลกตรงที่ว่าแทบทุกคนต้องการจะประสบความสำเร็จจากการเข้าร่วมชนชั้นผู้นำ รู้จักคนมีชื่อเสียงในสังคมของที่นี่ และยังหลงลืมเจตน์จำนงค์จริงแท้ของมหาลัยแห่งนี้ ซึ่งต้องการจะเป็นแหล่งทรัพย์ความรู้อันจะนำผู้คนไปสู่แสงสว่าง มันจึงมีวาระแอบแฝงอย่างโจ่งแจ้งในการเข้ามาเป็นชาวธรรมศาสตร์อย่างที่เห็นกันอยู่
      ในทางตรงกันข้าม ข้อดีของวันก่าๆที่ธรรมศาสตร์เป็นบันไดสำหรับคนพิเศษที่ได้รับการคัดเลือกในสังคมก็คือ พวกเขาต้องใช้ความอุตสาหะเพียรพยายามและมีมุมมองอันแข็งแกร่งที่เงินไม่อาจหาซื้อได้ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นชนส่วนน้อยมากในสังคมแต่พวกเขาก็ถือว่าเป็น ‘ของจริง’ และเข้าถึงโอกาสต่างๆด้วยความพยายามในระบบการแข่งขันอย่างยุติธรรม เรายังคงจำกันได้ถึงบรรยากาศอันเคร่งขรึมจริงจังในห้องสมุด ซึ่งเป็นตัวแทนของบรรยากาศทางวิชาการในห้วงเวลาเก่าๆ
      ทุกวันนี้ บางคนเรียกมันว่าเป็น ‘ยุคแห่งการบริโภค’ ซึ่งทำให้ ‘ทุนนิยมเพี้ยนๆ’ นำพาให้ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถซื้อขายได้หมด เรารักการจับจ่ายดังนั้นห้างสรรพสินค้าจึงเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับคุณผู้หญิง (และชายหนุ่มผู้มากับเธอ) เราเห็นมันได้อย่างบ่อยครั้งในนามของ ‘มหกรรมเลหลังลดราคา’ ไม่ว่าจะเป็นการลดราคากลางปี ลดราคาถึงเที่ยงคืน ลดราคาช่วงฤดูร้อน และอื่นๆอีกมากมาย
      พฤติกรรมการซื้อและขายในยุคสมัยของเรา ซึมแทรกกระจัดกระจายเข้าไปสู่ทุกส่วนของสังคม เราซื้อความยากของปริญญามหาบัณฑิต (ในหลักสูตรเพื่อทำเงิน) ด้วยสนนราคาที่เอาไปจ่ายเงินเดือนให้แก่ชนชั้นกลางทั่วไปได้ประมาณ 1 ปี ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมในชีวิตแห่งการช้อปปิ้งของเรายังทะลุผ่านรั้วมหาวิทยาลัยเข้าไปสู่ห้องสมุดอีกด้วย เราสามารถเห็นพฤติกรรมการช้อปปิ้งในสถานที่อันเคร่งขรึมและสงบเงียบนี้
     นัยยะของการจับจ่ายในมหกรรมลดราคาอยู่ที่ว่า คุณถูกกระตุ้นโดย ‘มือที่มองไม่เห็น’ ให้ซื้อมากกว่าที่คุณจำเป็น ผู้คนมากมายมโหฬารมะรุมมะตุ้มอยู่กับกองเสื้อผ้า รองเท้า กางเกง หรือสินค้ายี่ห้อดังที่ติดป้ายว่า ‘ลดราคา xx%’ ทั้งที่ในความเป็นจริงพวกเขาไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้มากไปกว่าที่พวกเขาคิดว่ามันราคาถูกและเป็นโอกาสอันดีที่จะซื้อด้วยเงื่อนไขอันน่าสนใจ
     นี่คือเงื่อนไขที่ระบบทุนนิยมมันทำงาน เราโกยเอาข้าวของมากมายที่เราคิดว่ามัน ‘อาจจะ’ มีประโยชน์ โดยปราศจากความคิดอันเหมาะสมเลยว่าในการใช้แบบจริงๆแล้วมันจะมีประโยชน์ทางการใช้งานเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพียงใด
     21 – 22 กรกฎาคม 2550 คือวันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปลี่ยนแปลงอย่างโจ่งแจ้งเพื่อกลับไปสู่วันเก่าๆ หากแต่มันดำเนินไปในมุมมองแบบเสียดเย้ย ผมเห็นนักศึกษามากมาย โดยเฉพาะในระดับปริญญาโท เข้ามาจอแจรวมตัวกันในห้องสมุด (สถานที่ซึ่งพวกเขาไม่แม้แต่จะคิดย่างกรายเข้ามา ในห้วงเวลาปกติ) เพื่อคัดเลือก ค้นหา และหยิบยืมหนังสือด้วยท่วงท่าลีลาราวกับมหกรรมลดราคาในห้างสรรพสินค้า
     ด้วยเงื่อนไขการหยิบยืมได้หนึ่งเดือน เพราะห้องสมุดปิดจากการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก และสามารถได้สิทธิพิเศษยืมได้แบบไม่อั้น พวกเขาถูกกระตุ้นให้แบกหนังสือมากกว่าที่พวกเขาจะสามารถอ่านได้จบภายใน 1 เดือนที่ว่า (20 ถึง 40 เล่ม เนี่ยนะ? พระเยซูเจ้า!) แม้ว่าพวกเขาจะมีโควต้ายืมได้ถึง 20 เล่มในเวลาปกติอยู่แล้วก็ตาม
     ผมเห็นชั้นหนังสือเละเทะ หนังสือถูกค้นกระจุยกระจาย ราวกับมีทหารนับพันมาทำศึกกับปิศาจร้ายแห่งปัญญาในห้องสมุด ผมเห็นชายหญิงยืนรุมอยู่บนโต๊ะซึ่งมีหนังสือกองพะเนิน (ที่พวกเขาต้องการแต่ไม่จำเป็น)
     นี่มันห้างสรรพสินค้าแห่งวิชาการหรือ?
     หรือมันเป็นยุคฟื้นฟูตลาดแห่งวิชา (ด้วยบรรยากาศแบบตลาดๆในห้องสมุด) ที่เกิดขึ้นในยุคของเรา?
     ตลาดแห่งวิชากลับมาแล้ว!
     ช่างเป็นความขบขันเสียดเย้ยที่เหลือจะทนเสียนี่กระไร?

หมายเหตุ – ผมยืมหนังสือไป 21 เล่ม ในมหกรรมครั้งนี้

edit @ 9 Feb 2008 17:17:19 by Veevee

Class of Education

posted on 09 Feb 2008 14:05 by vr400  in academy

บทความชิ้นนี้เขียนเอาไว้แล้วนานมาก เผอิญเกิดเสียดายที่ไม่ได้เอามาแปะ ดังนั้นจึงเอามาแปะเอาไว้ โดยไม่ขอแก้ไขคำผิด สำนวน ไวยากรณ์ บริบททางเวลา อะไรใดๆทั้งสิ้น เพื่อความดิบๆของมันเอง ...และจะแปลเมื่อมีอารมณ์อยากแปล...

 A week before, a beast in the deep of my mind was awaken.

I call this beast “Heart of the angriest young man”; it’s all about a critical giving an opinion about this declining social.  

A week before, it’s about a pursuing education in Thailand. My friend, Jirawate (Michael Ballack – Beam D2B – Patrick Mboma – George Clooney, Ben Affeck, Matt Demon), reinforced my concept about Master degree in Thailand.

The Concept is A High goes highest and a low goes higher…

Bachelor Students in big and important university (Chula - Thammasart) will go abroad to master degree especially in USA or Europe and Bachlor Students in small and non – important (Every except Chula - Thammasart) will go to Chula – Thammasart and emmm..I’m sorry to mention “Australia"

 This is a phenomenon that we shouldn't overlook.

 Marxist Theory analysis gives us a birth of social class. In the early of this concept – it means Owner and employee but in the latter age (Particularly “the age of French Intellectual Revolution”) we have a class in Consumerism, determined a ‘people’ by they way of their daily ‘buying’ life.

A thing one’s own will be the measurement of their status and become the concept of ‘a level in education’ that divide us to many ‘-ian’ such like ‘Chulalongkornian’ ‘Thammasartian’ or ‘Ratchapartian’, certainly – this is a birth of ‘Superior’ and ‘Inferior’ in the way of ancient age of our patronizism. Because Powerful Men support their institute, so general people almost want to have an advantage by attending in the institute of powerful men [Our Conservatism Chula or Thammasart and financial oops! politics] or jump to the better condition for a job or position.

There is a hint meaning: power cannot divine to everyone because it is limited and reserve for the only ‘strongest’. One will climb - to a higher [whether a peak or not] - to defeat others - to have an advantage in every means. When Higher position man realize that others will get closer, he should go further.

So, in master degree or Doctorate degree…

A la compagne goes to CU and TU But CU and TU go abroard.

A la compagne, a struggle class and not too much clever or rich goes to Australia But CU and TU fly to ‘Higher’ or ‘Highest’ such like USA, Europe or England.

This Luscious and bitter perspective remind us a dynamic remain in Marxist.

There is a myth of competition even in an education system.

edit @ 9 Feb 2008 17:09:08 by Veevee

2005 – 2007: A Bittersweet Feeling in Ta Pra-chan

posted on 06 Feb 2008 10:39 by vr400  in taprachan

เผอิญเจอบทความภาษาอังกฤษที่เขียนเอาไว้นานแล้ว เลยเอามาลงเล่นๆ โดยไม่มีการแก้ไขคำผิด หรือดัดแปลงให้สวยงามถูกต้องขึ้นใดๆทั้งสิ้น 

เวอร์ชั่นแปลจะตามมา...เมื่อเกิดอารมณ์อยากแปล.... 

This Symphony of Nostalgia begins with the song “Everybody Changing” by Keane.
No one can defeat a time hole…So do I 

Have you ever asked yourself why you go to University for Master Degree Course [and absolutely around 20,000 Baht per a term]. The Answer maybe “A Degree” or “Just to refill my head with an education”… OK. There are choices to answer but if someone asks me, I will give 2 answers.

One: I just want to have a master Degree so I can apply for a lecture job in the university [A Natural, familiar and beloved university which doesn’t love me anymore.]

Two: I want to meet someone new, or in the other word …“Friends”

2 years in the coursework is so hard for everyone, especially we all know that there are easier way to get a master degree – pay more in the lower university. But 2 years have gone so quickly as if time has a wing to fly away. I don’t argue that 2 years in coursework pressures us to do many works and take an examination. But it’s more than a 2 years in busy.

2 years gives me friends and many experiences to remember.

I have friends and experiences that are valuable to remember. One day, it’s a day that an last attending class was over. I found myself stuck in a question “Is this the end of our 2 years attending class?” Yes, it was the same as a last day of High School and University, Bitter, Sweet, Happy, Sad, Funny and Boring. I mean a day with all friends in class is over.

Over is over.

 Many things to remember…I like a meeting in a canteen before going to class. I like the way my friend  do in the class. Although I feel sad for disappointment [Especially something about JC. and  B.Acc. Kids] but I think it’s worthy for note in to the retention. I will keep it all night all day to the next part of my life.

“You say you wander your own land….” A first verse from Keane...

I play this song from CD players repeatedly when the movie “Season Change” hit me and hypnotize my soul to found something that not real. I cannot say that what is the ‘unreal’ thing but its feeling can make me cry and smile in the same time. It make me penetrate to find something that I cannot figure out what it is and may not achieve in my whole life. Moreover, this is an unique feeling that come only for this situation and slide in to the deepest of my conscious.

Time has a power to me too much. Many things in my life past and not return but I only want it see, hear, touch and feel it again. It’s like a first 6 months after graduated from university, I see the Movie ‘Blue Gate Crossing’ a nostalgia film that impress me to death and stimulate me to be sad about the past that don’t return. If I was courage enough I won’t learn to end in 4 years but I will use as much time as I can to spend a precious time with my friends that money can’t buy.

What a pity me!, a past is always beautiful for me. When I was a freshy in University, I think about High School. When I was in a working life, I think about University. Now, we almost get MA. And I gonna think about the first day and a lively day of Master Degree Course. In addition to this feeling, I had ever think that I will spend everything in my life just to buy a Time Machine. But this is a fool’s dream that won’t be true.

I know that time can not be stopped and will rob everything from our day. A River have no return. Everything gonna change and this day may disappear in the black hole of truth.

I don’t know what actually this song means but I can touch its sadness and lonely emotion.

“So little time
Try to understand that I'm
trying to make a move just to stay in the game
I try to stay awake and remember my n