เขาคือผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล หนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ๋ที่สุดของโลกฟุตบอล

ตอนนี้หลายคนกำลังจับตามองว่าเขาจะถูกไล่ออกเมื่อไหร่ ในเมื่อการเดิมพันครั้งล่าสุดช่างมีมูลค่าสูงเหลือเกิน เพราะ 'ราฟา' กำลังหักด้ามพร้าด้วยเข่า ถ้าประสบความล้มเหลว เขาจะเดินตามรอย เชราร์ด อูลลิเย่ร์ หนึ่งในผู้จัดการทีมที่เด็กหงส์ 'เซ็งเป็ด' กันมากที่สุด แต่ถ้าเขาสำเร็จ เขาจำถูกดันขึ้นไปเทียบเท่าโค้ชระดับตำนาน ที่สร้างวาทกรรมทางกีฬาให้กับโลกฟุตบอล บางที อาจจะในระดับใกล้เคียงกับ บิลล์ แชงค์ลี่ย์ หรือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรืออย่างน้อยที่สุด เขาต้องได้ราคาเท่ากับ โจเซ่ มูรินโญ่

โลกหมุนด้วยกระแส ส่วนกระแสก็เกิดจากพฤติกรรมคนที่ทำตามกันมากๆ คนทำตามกันก็เพราะคำพูดบางคำที่มีอำนาจเกาะกุมพฤติกรรมพวกเขา  คำพูดทรงอำนาจดังกล่าวนี้แหละคือ 'วาทกรรม' ในยุคหนึ่งเรามีวาทกรรมสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้คนเอะอะอะไรก็อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือล่าสุดก็วาทกรรมพอเพียง ที่ทำให้คนทำอะไรไม่เกินตัว เอาแบบพอดีๆ (แต่น่าแปลกที่คนไม่น้อยทุ่มเงินซื้อเสื้อเหลืองและเสื้อชมพูในราคาที่แพงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นไปได้ว่าคนเหล่านี้กำลังโชว์สัญญะของวาทกรรม (เสื้อเหลือง) แต่ไม่เข้าใจวาทกรรมดังกล่าวอย่างถ่องแท้เลย)

หนึ่งในวาทกรรมที่น่าส่งอิทธิพลมากที่สุดยุคหลัง โดยเฉพาะในเมืองไทย เห็นทีจะไม่พ้น 'วาทกรรมความสด' มันจะเป็นอะไรเสียอีกนอกจากของสดๆดีกว่าของแห้งๆของดิบๆ อาทิ กาแฟสด ปลาสด เปาะเปี๊ยะสด เบียร์สด กีฬาถ่ายทอดสด กระทั่งถึงของที่มันไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับความสดเลย นั่นคือ ปูนสด (ในวงการสื่อลามก ก็ยังมีการฮิตหนังที่นักแสดง xxxสด กันด้วย)

ใครเลยจะคิดว่าวาทกรรมความสดจะลอยไปถึงวงการฟุตบอล เมื่อราฟาเอล เบนิเตซ โค้ชหัวเหม่งลงพุงจากสเปน กำลังจะสร้าง 'วาทกรรมความสด' ประดับวงการฟุตบอล

ในระบบการเล่นสมัยก่อน นักฟุตบอลจะลงสนามแค่ช่วงสุดสัปดาห์ นานๆทีจะเกมกลางสัปดาห์ ทำให้ร่างกายมีความสดชื่นอยู่เสมอเมื่อไม่ต้องกรำศึกหนักจนเกินไป ทว่าปัจจุบันด้วยธุรกิจมหึมาทำให้มีรายการแข่งขัน

จำนวนมาก และลงเอยด้วยการยัดโปรแกรมการเตะให้กับนักเตะทุกๆ 3 วัน บางครั้งถึงขั้น เตะ 2 นัดใน 3 วันด้วยซ้ำ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือทำให้นักเตะบอบช้ำจนหมดเรี่ยวแรงท้ายเกม หรือกระทั่งรีดฟอร์มเก่งออกมาได้ไม่เต็มที่

ไปๆมาๆ กลายเป็นว่าหนึ่งทีมฟุตบอลต้องการนักเตะหมุนเวียนมากกว่า 20 คน เนื่องจากเอาไว้ชดเชยนักเตะที่สึกหรอ ข้อได้เปรียบสำคัญของลิเวอร์พูลก็คือ สโมสรแห่งนี้สามารถเก็บคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำเวลาที่ล่วงเลยเข้าสู่ครึ่งหลังของฤดูกาล นั่นเพราะนักเตะมีสภาพสมบูรณ์และสามารถทำผลงานได้คงเส้นคงวาในช่วงนี้ จากต่างทีมอื่นๆซึ่งเพียบพูนไปด้วยนักเตะที่บาดเจ็บจนต้องเอาตัวสำรองซึ่งยังปรับสภาพกับทีมชุดใหญ่ไม่ดีนัก

แต่เหมือนกับว่าราฟาต้องการไปไกลกว่านั้นในฤดูกาลนี้ ด้วยการเอาแทคติกความสดมาใช้แบบเต็มๆ เขาปรับบุคลิกจากสมัยคุมบาเลนเซียในสเปนซึ่งใช้นักเตะชุดเดิมๆและเล่นเข้าขามีทีมเวิร์ค มาเป็นการสลับนักเตะไม่ซ้ำหน้ากันทุกนัดในถิ่นแอนฟิลด์ โดยคาดว่า ให้ทุกคนเคยชินกับ "ระบบ" ที่เขาวางเอาไว้ ครั้นเมื่อถึงกลางฤดูกาลจวบจนช่วงท้าย นักเตะทุกคนก็จะมีความสดสมบูรณ์ และเข้าใจระบบ จนกระทั่งโกยแต้มสำคัญเหนือคู่แข่งผู้อ่อนล้าได้

จุดพลิกผันของความยิ่งใหญ่ของทีมฟุตบอลแต่ละยุคมีความต่างกันออกไป ครั้งหนึ่ง รีล มาดริด สามารถสะสมนักเตะระดับเหนือเทวดามารวมกัน รวมทั้ง บาร์เซโลน่าก็เป็นอีกทีมที่ถึงขั้นได้ฉายาเจ้าบุญทุ่ม สองทีมนี้แสดงถึง 'วาทกรรมความรวย' (เชลซียุคนี้ก็เข้าข่ายอีกทีม) อันนำพาไปสู่ความยิ่งใหญ่ ครั้งหนึ่ง เอซี มิลาน และ อาร์เซนอล เคยสร้างความเกรียงไกรด้วย 'วาทกรรมความเหนียว' ใช้กองหลังระดับตังเมเรียกพี่มาเล่นกันอย่างเข้าขาจนนำไปพาสู่ยุคแห่งความสำเร็จ ครั้งหนึ่ง อาแจ๊กซ์ อัมสเตอดัม เคยลือลั่นด้วย 'วาทกรรมไล่บี้' นั่นคือกดดันคู่ต่อสู้จนกระทั่งไม่อาจทำเกมได้ และนำไปสู่ชัยชนะ แน่นอน ยุคหนึ่งหงส์แดง ลิเวอร์พูล ก็เป็นเครื่องจักรสีแดงที่ต่อบอลตามช่อง เข้าหาจังหวะทำประตูแบบให้นายทวารฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ยืนเดียวดาย หรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็สร้างความอึด ฮึด และคึกคะนองที่ไล่บุกชาวบ้านแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

ตอนนี้ ราฟาเอล เบนิเตซ กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการฟุตบอล เขาเห็นว่าเมื่อยุคเปลี่ยน ลักษณะการทำทีมก็ต้องเปลี่ยน การใช้ทีมเวิร์คเดิมๆด้วยนักเตะรู้ใจจำนวนจำกัด ไม่อาจได้ผลอีกแล้วในโลกที่ฟุตบอลเตะกันสามวันหน ราฟากำลังนำกระแสความสำเร็จด้วยการมองถึง 'ความสด' ของนักเตะที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จ ในเมื่อระดับฝีเท้าแต่ละทีมไมได้ต่างกันมาก ดังนั้น จุกแตกต่างคือการวัดว่า "ใครมีสภาพความสดของนักเตะมากกว่ากัน?"

แน่นอนว่าการเล่นของลิเวอร์พูลน่ารำคาญอย่างยิ่ง มันปราศจากความเข้าขาและความสวยงาม คงแต่ระบบแบบแข็งๆและความฟิตของนักเตะที่ดูเหมือนจะมากกว่าชาวบ้านแบบปริ่มๆ

ครึ่งหลังของฤดูกาล 2007 - 2008 คือบทพิสูจน์ว่าวาทกรรมความสดของราฟาจะได้ผลหรือไม่ ทีมยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลกำลังมีแฟนบอลที่หงุดหงิดกับการเล่นอันไม่สวยงาม ไม่ระทึกใจ คงฝันลมๆแล้งๆรอเพียงความสำเร็จเป็นรูปธรรมด้วยถ้วยพรีเมียร์ลีก จากวาทกรรมความสดที่ผู้จัดการทีมกำลังทดลอง

ถ้าไม่ได้ผล ราฟาก็อาจจะโดนความสดที่เขาพยายามสร้างเอาไว้ หมุนคว้างกลับมาเล่นงานแบบอับอายเหมือนที่โค้ชหงส์แดงยุคหลังๆ มักจะโดนกัน

นั่นคือการถูกไล่ออก 'แบบสดๆ'

 

 

edit @ 17 Dec 2007 09:17:51 by Veevee

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ดูลิเวอร์พูลเล่นแล้วอึดอัดใจอยู่่เหมือนกันครับ.. ไม่ได้อย่างใจ เวลาต่อบอลเข้าทำก็จะจ่ายช้าไปจังหวะหนึ่งทุกที แต่ยังไงก็แอบเชียร์อยู่ เชียร์มา20ปีแล้วนี่นา surprised smile

#1 By palermos on 2007-11-15 12:10

ทำไมไมได้มูรินโญ่มาคุมน้อ.....ป่านนี้ กวาดแชมป์หมดแล้ว

#2 By งุ้งงิ้ง (58.10.36.21) on 2007-11-15 12:30

ดูดีๆ กึ๋นราฟาไม่ธรรมดา
เป็นโค้ชที่มี แพลน เอ บี ซี ไว้ สู้ ตลอด
ลองนักเตะในทีม ที่เริ่มเข้ากันได้ แล้วจะเห็นว่า ราฟาแมร่งเทพ
ในข้อแม้ ถ้ามีเวลาให้ทำทีม นะ

#3 By shazzy rvd (125.25.128.192) on 2007-11-15 12:45