academy

Class of Education

posted on 09 Feb 2008 14:05 by vr400  in academy

บทความชิ้นนี้เขียนเอาไว้แล้วนานมาก เผอิญเกิดเสียดายที่ไม่ได้เอามาแปะ ดังนั้นจึงเอามาแปะเอาไว้ โดยไม่ขอแก้ไขคำผิด สำนวน ไวยากรณ์ บริบททางเวลา อะไรใดๆทั้งสิ้น เพื่อความดิบๆของมันเอง ...และจะแปลเมื่อมีอารมณ์อยากแปล...

 A week before, a beast in the deep of my mind was awaken.

I call this beast “Heart of the angriest young man”; it’s all about a critical giving an opinion about this declining social.  

A week before, it’s about a pursuing education in Thailand. My friend, Jirawate (Michael Ballack – Beam D2B – Patrick Mboma – George Clooney, Ben Affeck, Matt Demon), reinforced my concept about Master degree in Thailand.

The Concept is A High goes highest and a low goes higher…

Bachelor Students in big and important university (Chula - Thammasart) will go abroad to master degree especially in USA or Europe and Bachlor Students in small and non – important (Every except Chula - Thammasart) will go to Chula – Thammasart and emmm..I’m sorry to mention “Australia"

 This is a phenomenon that we shouldn't overlook.

 Marxist Theory analysis gives us a birth of social class. In the early of this concept – it means Owner and employee but in the latter age (Particularly “the age of French Intellectual Revolution”) we have a class in Consumerism, determined a ‘people’ by they way of their daily ‘buying’ life.

A thing one’s own will be the measurement of their status and become the concept of ‘a level in education’ that divide us to many ‘-ian’ such like ‘Chulalongkornian’ ‘Thammasartian’ or ‘Ratchapartian’, certainly – this is a birth of ‘Superior’ and ‘Inferior’ in the way of ancient age of our patronizism. Because Powerful Men support their institute, so general people almost want to have an advantage by attending in the institute of powerful men [Our Conservatism Chula or Thammasart and financial oops! politics] or jump to the better condition for a job or position.

There is a hint meaning: power cannot divine to everyone because it is limited and reserve for the only ‘strongest’. One will climb - to a higher [whether a peak or not] - to defeat others - to have an advantage in every means. When Higher position man realize that others will get closer, he should go further.

So, in master degree or Doctorate degree…

A la compagne goes to CU and TU But CU and TU go abroard.

A la compagne, a struggle class and not too much clever or rich goes to Australia But CU and TU fly to ‘Higher’ or ‘Highest’ such like USA, Europe or England.

This Luscious and bitter perspective remind us a dynamic remain in Marxist.

There is a myth of competition even in an education system.

edit @ 9 Feb 2008 17:09:08 by Veevee

กิตติกรรมประกาศ

ในการเขี่ยงานวิจัย "การปิดรับ การใช้โทษ และความรังเกียจในการใช้เว็บไซต์ "ด่าอย่างไม่มีเหตุผล" ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครที่มีไอคิวเฉลี่ย 85 แต่มีอีคิวต่ำกว่า 50" ชิ้นนี้ให้พ้นๆ ข้าพเจ้าขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายแหล่ร้อยแปดพันเก้าดังนี้

ขอขอบคุณ ลุงยามบริษัทนิทราพาเพลิน ที่เข้าเฝ้าพระอินทร์เป็นเพื่อนยามที่ข้าพเจ้าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอยู่แถวหน้าคณะ แม้ว่าลุงจะชอบทำตาเป็นประกายแปลกๆกับข้าพเจ้าก็ตาม ขอบคุณป้าผมฟู คนทำความสะอาดห้องน้ำ ในวันที่ข้าพเจ้าท้องเสียและไม่อาจบริหารกล้ามเนื้อหูรูดได้ดีนัก ถ้าไม่มีคุณป้า ข้าพเจ้าคงจะทำให้ห้องน้ำของคณะโสโครกมากไปกว่าที่เป็นอยู่

ขอบคุณ ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมแถบสนามหลวง อย่างบ้าคลั่งเพื่อขับไล่นักการเมืองที่ไม่เอื้อประโยชน์แก่ท่าน และส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายกวนประสาท ถ้าไม่มีพวกท่านข้าพเจ้าก็คงไม่มีแรงฮึดทำงานวิทยานิพนธ์นี้ให้เสร็จๆเพื่อจะได้ไปๆให้พ้นจากมลพิษทางเสียงของพวกท่านเสียที ขอบคุณ อะมีบ้าและน้องเชื้อโรคแถวคณะ ที่ทำให้ข้าพเจ้าเจ็บป่วยเล็กน้อยเพื่อเป็นข้ออ้างไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาดุด่าว่ากล่าว ทั้งที่แอบไปเที่ยวอาบอบนวด และไม่มีงานลอกมาส่งเป็นเวลานานๆ

ขอบคุณ เฮียเม้งร้านข้าวต้ม แม้ว่าเฮียจะโขกสับราคาผักบุ้งไฟแดงเหลือทน (ไอ้เม้ง มึงจะบ้าเหรอ แ-งไปเก็บผักบุ้งข้างคลองมาเป็นกำๆ แต่ขายจานละ 50 บาท)แต่เพราะลูกสาวเฮียสวยเอ็กซ์บาดใจเหลือเกิน ข้าพเจ้าจึงยอมจ่ายและเก็บเอาไปฝันหวานยามค่ำคืนแทน ขอบคุณ เด็กขายพวงมาลัย ที่มาทำน้ำลายยืดและยืนตื๊ออยู่เป็นสองนานเวลาข้าพเจ้าเหม่อมองลูกสาวเฮียเม้ง เพราะทำให้ข้าพเจ้าได้โชว์ออฟควักแบงค์ 20 ต่อหน้านวลอนงค์คนนี้

ขอบคุณ "ไอ้ด่าง" สุนัจจรจัดที่มาหลับนอนและสืบพันธุ์แถวคณะ ซึ่งมักจะเอาตัวถูไถกับขาของข้าพเจ้าในเวลาพลบค่ำ อันพลอยทำให้ข้าพเจ้าได้แสดงความเอ็นดูมัน เพื่อแสดงให้สาวคณะบัญชีที่เดินผ่านเห็นว่าข้าพเจ้ารักสัตว์ และคงเพิ่มแต้มต่อในการหากิ๊กคณะนี้ไม่น้อย

ขอบคุณสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ขวักไขว่ไปมาแถวคณะ ซึ่งช่วยให้ข้าพเจ้ามีความรื่นรมย์และผ่อนคลายระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ ไม่ว่าจะเป็น หมา แมว นก หนู ลิง ชะนี ค่าง กว่าง ด้วง มดดำ ยุงลาย ตุ๊กแก เห้ ตะกวด แย้ และกระบืออีกหลายตัว ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่มหาลัย ที่ไม่กำจัดพวกมัน และเอาเวลาไปนั่งดูรายงานข่าวมวยตอนบ่ายๆ พร้อมกับขอกราบเท้าขอบพระคุณ เทศกิจ ที่เอาเวลาไปไถ เอ๊ย ไปดูแลพ่อค้าแม่ขายแถวท่าพระจันทร์แทน

กราบเบญจางคประดิษฐ์อาจารย์ทุกท่านที่ทำให้ข้าพเจ้าได้ปริญญามหาบัณฑิตไปเลื่อนขั้น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ อับดุลย์ ตอบทุกอย่าง อาจารย์ที่ปรึกษาผู้ไม่ว่าถามอะไรอาจารย์จะร้อง "เอ้ย!" และรู้ไปหมดจริงๆ, ดร. อินเตอร์ ดิสซิพพลินนารี่ กรรมการจากประเทศอเมริกา ที่สอนให้ข้าพเจ้าเข้าใจถึงการทำวิทยานิพนธ์แนวสหวิทยาการ แม้ว่าข้าพเจ้าจะยืนกรานใช้แต่แบบสอบถาม 400 ชุดเท่านั้น ก็ตาม, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สื่อโจ่ยซี่ ผู้เชี่ยวชาญสถิติจากประเทศจีน ที่แม้จะอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่ก็ช่วยเซ็นต์ทุกอย่างได้ตามต้องการ ท่านจึงตกเป็นหนี้บัตรเครดิตโดยไม่ตั้งใจ ฮ่า ฮ่า

ขอบคุณ ดร. อ่องคะยอคะยอ จากประเทศพม่า ที่อุตส่าห์ลี้ภัยทางการเมืองชั่วคราวมาให้ปรึกษางาน และนำซีดีผีจากเมืองจีนมาฝาก แต่คราวหลังไม่ต้องซื้อของดีทูบีมานะ เมืองไทยมีเยอะแล้ว, ศาสตราจารย์ ดร. หม่อมเจ้า ท่านผู้หญิง ยศวดี ศักดินาตระกูลพูนสวัสดิ์อัศรสถานบานตะไทนัยนามายาคติ ที่ประทานเวลาให้ข้าพเจ้าได้หมอบกราบขอคำปรึกษาเกี่ยวกับคำถามนำการวิจัย และประทานวโรกาสให้ใช้ห้องน้ำลายหินอ่อนส้วมทองคำเพื่อให้ข้าพเจ้าได้ปลดทุกข์หนักถึง 3 ก้อนเหลว หลังจากที่เราโซ้ยส้มตำ เปิบซุปหน่อไม้ สวาปามลาบ,น้ำตก,ไก่ทอด,ปลาย่าง, ยำแหนม, ต้มข่าจิ้งจก ด้วยกัน

กราบแทบเล็บเท้าเล็บขบถึงคนในครอบครัวทุกคน ที่เป็นกำลังใจและเร่งรัดให้ข้าพเจ้าทำวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้เสร็จด้วยดี ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย พี่สะใภ้ (ขอบคุณคืนที่เราได้อยู่ด้วยกันสองคนด้วยครับ) พี่ชายบุญธรรม (ขอบคุณที่ไปธุระต่างจังหวัดคืนนั้น) เฮียเก๊าเจ้ง แม้เฮียชื่อแปลว่าชาติหมา แต่ใจไม่หมา, ซ้อแปด (ลื้อมัน 'เจียะป้าบ่อสื่อ' กินอิ่มไม่มีอะไรทำ และขี้นินทาได้ใจอั๊วจริงๆ) อากง อาม่า เหล่ากง เหล่าโจ๋กง ซาอี๊ หยี่แปะ อาเตี๋ย อาโก อาซิ้ม อาอึ้ม อาตี๋ใหญ่ อาหมวยเล็ก โอ๊ย สารพัด ทำไมกรูญาติเยอะอย่างนี้วะเนี่ย!

และหนึ่งเดียวในใจคนนี้ ไมต้องเอ่ยชื่อแต่นายก็คงรูตูด เอ๊ย รู้ตัว "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ"

ยังไม่จบ อย่าเพิ่งดีใจไป

ขอขอบพระคุณ วิทยานิพนธ์ตระกูล "กรูอยากรีบจบ" ทั้งหลายในห้องสมุด ที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดกำลังใจและฮึดสู้ทำงานให้สำเร็จ เพราะขณะที่หมดเรี่ยวแรงและกำลังใจ แต่พอได้อ่านงานแดกด่วนของพวกท่านข้าพเจ้าก็เกิดความรู้สึกอันแสนยิ่งใหญ่ว่า "ของแบบนี้ กรูทำแค่สัปดาห์เดียวก็เสร็จ" และมันก็เสร็จทันเวลาจริงๆ

ขอบพระคุณมหาวิทยาลัยในโลกทุนนิยม ที่เนรมิตให้ทุกอย่างเป็นจริงได้ด้วยเงินตราล้วนๆ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงสามารถเรียนจบได้ด้วยการใช้เงินเป็นใบเบิกทาง และมีเพื่อนรวยๆสุดไฮโซการงานยิ่งใหญ่มานั่งเรียนบ้างไม่เรียนบ้างด้วยกัน แม้ว่าเราจะยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่า "การวิจัย" คืออะไร แต่ท้ายที่สุด พวกเราก็สอบผ่านอย่างง่ายดาย และทำวิทยานิพนธ์ได้เสร็จ ไม่เหมือนหลักสูตรเคร่งเครียดอื่นๆ รู้ซะมั่ง ว่าเงินเท่านั้นที่ครองโลก

ท้ายที่สุดนี้ ขอขอบคุณ น้องคาโอริ มาโดกะ อาซูมิ น้องแนท มิยาบิ บุงโกะ ช่วงช่วง และหลินฮุ่ย ที่ทำให้ข้าพเจ้าข้ามผ่านค่ำคืนอันยาวนาน แสนเปลี่ยวเหงาระหว่างการทำวิทยานิพนธ์นี้ไปได้

สั้นๆเท่านี้แหละครับ

ขอบคุณจากใจ

นาย ธนบัตร ชำระค่าเทอมตามกฏหมาย

มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยXXX

 

 


 

TIY: Think it Yourself
ไอเดียการทำวิทยานิพนธ์นิเทศศาสตร์ (ตอนจบ) 

หมวดที่ 4: เอาสถานที่เป็นตัวตั้ง

นึกถึงสถานที่ในการสื่อสารดูก่อน

อย่างที่ทราบกันว่า เราอยู่ภายใต้กรอบของ กาละ (time) และ เทศะ (space) ดังนั้น การสื่อสารจึงแตกต่างกันออกไปตามแต่เวลาและสถานที่ 

ในวันหนึ่งๆ เราต้องเดินทางเอาร่างกายไปพัวพันอยู่ในหลายสถานที่ และหลายช่วงเวลา เราจะได้พบเห็นการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณไปยังงานศพ คุณไม่อาจสื่อสารด้วยภาษารื่นเริงแบบในงานเลี้ยงวันเกิด คุณไม่อาจสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยเสียงเรียกเข้า "Happy Birthday" ในขณะที่พระภิกษุกำลังสวดบังสุกุล

ในขณะเดียวกัน การสื่อสารแบบเน้นสถานที่เป็นตัวตั้งนี้ เอื้ออำนวยให้เกิดลักษณะเฉพาะที่ผู้อื่นไม่อาจศึกษาได้ กล่าวคือ สถานที่บางแห่งไม่อนุญาตให้บางคนเข้าไปสังกตการณ์ ดังนั้นจึงอาจมีเพียงผู้ที่มีกิจหน้าที่ในสถานที่เหล่านั้น จะสามารถทำการศึกษาได้ อาทิ ถ้าต้องการดูการสื่อสารของบรรดานักโทษในคุกในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ใช่ผู้คุมหรือตัวนักโทษ ก็ยากที่จะทำการศึกษาได้ เพราะบุคคลภายนอกไม่มีกิจห้ามเข้า ความพิเศษของหัวข้อที่ใช้สถานที่เป็นที่ตั้งจึงอยู่ตรงนี้ มันเสมือนเป็นสายลับไปแอบดู ถ้ำมอง สถานที่เร้นลับ (อันเป็นนิสัยคนไทย) แล้วนำมาบอกเล่าเก้าสิบในเชิงวิชาการ

หัวข้อแนะนำ:
1. การสื่อสารบนเตียง: เปรียบเทียบระหว่างคู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามัน กับ คู่แต่งงาน 7 ปีคัน
2. เสียงกระซิบที่ดังสนั่น: การสื่อสารของผู้มาใช้บริการในห้องสมุด ซึ่งเป็นเขตปลอดเสียง ด้วยแนวคิดการต่อต้านอำนาจ
3. แก้วเคล้าเคล้านารี: การสื่อสารในวงเหล้า เปรียบเทียบระหว่างร้านเหล้ามีระดับ ร้านเหล้าไม่มีระดับ และวงเหล้านอกร้าน ของประชากรเพศชายในกทม.
4. บ้าก็บ้าวะ!: การสื่อสารของคนบ้าในโรงพยาบาลศรีธัญญา กับคนบ้าด้วยกัน และกับผู้ดูแลในโรงพยาบาล ผ่านแนวคิดของ มิเชล ฟูโกต์
5. การสื่อสารในสถานที่ราชการ: เปรียบเทียบด้วยแนวคิดครองความเป็นเจ้า (Hegemony) ของกรัมชี่ ระหว่างสถานที่ราชการทั่วไป กับราชการแบบรัฐวิสาหกิจ
6. การสื่อสารในห้างสรรพสินค้า ผ่านแนวคิดการประกอบสร้างความจริงว่าด้วย "ลูกค้า" ศึกษาห้าง 3 ระดับ ได้แก่ เซ็นทรัล, บิ๊กซี และเซเว่น อีเลฟเว่น
7. ร้อนนักก็อาบน้ำ: การสื่อสารในอาบ อบ นวด แบบผสมผสาน ด้วยแนวคิดชาติพันธุ์วรรณา และแนวคิดโครงสร้างนิยม
8.การสื่อสารในร้านเกม ของกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่มาเล่นเกมเป็นหมู่คณะ และออนไลน์เชื่อมเพื่อเล่นเกมเดียวกัน ศึกษากรณีเกม เคานท์เตอร์ สไตรค์
9.การสื่อสารต่อสาธารณะ ในกรณีเรื่องสำคัญ ผ่านแนวคิดการจูงใจด้วยวาทศิลป์แบบอริสโตเติ้ล
10. การสื่อสารในห้องน้ำ เปรียบเทียบกรณีคุยติดพันจากข้างนอก, การสำรวจและแอบมองร่างกายโดยไม่รู้จักกัน และ การขอความช่วยเหลือ ในเขตกรุงเทพมหานคร

บทส่งท้าย: หาที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์อย่างไรดี?

ปัญหาหนักหน่วงระดับหัวข้อวิทยานิพนธ์ คือการหาที่ปรึกษาฯ เพราะอย่างที่รูกันว่าผู้ทำวิทยานิพนธ์มักจะจนแต้มอยู่บ่อยครั้ง เมื่อต้องหาคนที่เหมาะสมมาให้คำปรึกษา และหลายคนก็ลงเอยด้วยการปิดตาพาโชค (ก่อนจะซวย) ในที่สุด

สูตรการหาที่ปรึกษานี้ มีตั้งแต่ยามที่คุณมีทางเลือก ไปจนถึงคุณไม่มีทางเลือก จะอย่างไรก็ตาม มันขึ้นอยู่กับทักษะการเอาตัวรอดในชีวิตประจำวันของคุณเองด้วย

1. เล็งอาจารย์เอาไว้ก่อนเป็นชาติ พยายามรู้ตัวโดยเร็วว่าอยากศึกษาอะไร จากนั้นก็หาทางไปเลียบๆเคียงๆหรือลงเรียนวิชาที่อาจารย์คนนั้นสอน เรียกว่าเป็นการทาบทามตั้งแต่เนิ่นๆ แต่วิธีนี้ระวังตัวคุณเองที่เปลี่ยนใจกะทันหัน และนำผลไปสู่คำพูดที่ว่า "ถ้าอยากเป็นหัวข้อ ก็เปลี่ยนที่ปรึกษาด้วยเลยสิ!"
2. พร้อมช่วงชิงโอกาสทุกเมื่อ ยามต้องออกสตาร์ทหาที่ปรึกษาพร้อมชาวบ้าน (ในกรณีที่เพิ่งรู้ตัวว่าจะทำพร้อมๆกัน โดยไม่ได้ตระเตรียมล่วงหน้ามาก่อน) สิ่งที่คุณควรจะมีคือ โพยรายชื่ออาจารย์ และ โพยรายชื่อเพื่อนที่(ต้องแย่ง)หาที่ปรึกษาเหมือนกัน มันจะทำให้คุณประเมินสถานการณ์วันต่อวันได้ดี และนำไปสู่การกุมความเหนือกว่า เมื่อต้องตบตีแย่งชิงอาจารย์กัน
3. ยอมนิดยอมหน่อย ในเวลาที่จ๊ะเอ๋กับอาจารย์ไม่พึงประสงค์ อาทิ หาเศษหาเลยกับนักศึกษา เพราะบางทีช้อยส์ที่ดีที่สุดอาจจะเป็นเขาก็ได้ วิธีการแบบนี้ถ้าไม่สะอิดสะเอียนเกินไป ขอแนะนำให้แต่งกายรุ่มร่าม เสื้อผ้ายาวๆหนาๆ ไม่ต้องแต่งหน้ามาก (กรณีที่เค้ารับเป็นที่ปรึกษาแล้ว) และพยายามนัดพบในที่ซึ่งคนพลุกพล่าน แม้จะฝืนใจบ้าง แต่เชื่อเถอะว่าอาจารย์สไตล์แบบนี้ไม่ค่อยมีใครมาแย่งหรอก
4. แผน B เนื่องจากวิทยานิพนธ์ไม่ได้มีแค่ที่ปรึกษา แต่มีกรรมการด้วย ดังนั้นอาจเปลี่ยนวิธี โดยการใช้ที่ปรึกษาเป็นใครก็ได้ ขอให้เขารับ แล้วเราไปทาบทามกรรมการใจดี มีเมตตา สรรหาความรู้ ซึ่งไม่อาจรับเป็นที่ปรึกษาได้ เพื่อมาเป็น "ที่ปรึกษาบุญธรรม" แผนนี้กระอักกระอ่วนนิดหน่อย แต่ใช้กันมาเยอะแล้ว ได้ผลดีนักแล
5. เอะอะก็ยื่นเรื่องให้คณะ วิธีนี้แนะนำเมื่อกำลังจะจมน้ำตายเท่านั้น เพราะการติดต่อให้ทางการจัดหาให้ มีความแน่นอนในการได้รับความช่วยเหลือ และมีที่ปรึกษาเป็นตัวเป็นตน แต่ปัญหามีสองอย่าง นั่นคือ ประการแรก คุณควรทำโครงร่างให้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด และประการที่สองคือ คนที่คณะจัดหามาให้อาจจะเป็นพวกที่ไม่เหมาะกับคุณ แต่อย่างน้อยคุณก็สามารถย้อนกลับไปใช้แผนแบบข้อ 4 ได้ล่ะน่า
6. ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก แบบว่าอาจารย์ดีๆมีจำกัด ก็ตื๊อมันเข้าไป ตื๊อแล้วตื๊ออีก ถ้าไม่เอาความน่าสนใจของงานมาเสนอ ก็เอาความน่าสงสารบ้าง เอาความคุ้นเคยบ้าง อย่างน้อยที่สุด ถ้าเขาไม่รับเราจริงๆ อาจมีออปชั่นเห็นใจ และแนะนำอาจารย์ดีๆคนอื่นให้มารับแทนได้
7. มัดมือชก ในกรณีที่การแข่งขันสูง จงจำเอาไว้ว่า ระบบราชการคือระบบผ่านลายเซ็น ดังนั้น ถ้าใครสามารถมัดมือชกอาจารย์ได้ก่อน อาจารย์ท่านนั้นก็ต้องรับของคุณเป็นที่ปรึกษาอยู่วันยังค่ำ แต่ถ้ามัวอิดออด ก็อาจโดนโฉบตัดหน้าไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
8. ทำตารางวิเคราะห์และจัดลำดับ ปัญหาของคนยังไม่ได้ที่ปรึกษาก็คือ สับสนและท้อแท้ มันจะดีกว่าถ้าเราเอาข้อมูลทั้งหมดที่มี อาทิ ชื่ออาจารย์ และ ความถนัด มาทำเป็นตารางเรียงลำดับ ว่าเราจะไปขอใครก่อนหลัง เรียงความประทับใจอยากได้ของเรา ถ้าไม่ได้ก็เอาออปชั่นรองๆลงไป หรือบิดหัวข้อให้เข้ากับอาจารย์แต่ละคนในแต่ละโอกาส ถ้าไม่ได้คนแรกก็เอาคนต่อไป วิธีการนี้จะทำให้เรารู้สึกมีแบบแผน มีขั้นตอน มีรายชื่อที่แน่นอน จะลดความเคว้างคว้างได้พอสมควร
9. ยอมมันทุกอย่าง ถ้าไม่มีหนทางและเหลือตัวเลือกที่แย่จริงๆ จนกระทั่งปริ่มๆต้องใช้แผนแบบข้อ 5 ก็จงจำไว้ว่า ดีกว่าไม่ได้ และขอให้มีที่ปรึกษาไว้ก่อน จากนั้นค่อยเล่นตามแบบ ข้อ 4 แม้ว่าบางครั้งคุณอาจจะต้องเดินทางไกลบ้าง หรือฝืนใจอะไรบ้าง แต่จงจำเอาไว้อย่างว่า คุณไม่ได้พบที่ปรึกษาทุกวัน และส่วนใหญ่จะได้พบประมาณเดือนละ 2 - 3 ครั้งเป็นอย่างมาก ดังนั้น ตัดปัญหาเรื่องการเดินทางไปซะ เพราะอย่างไรก็ไม่ไดไปหาบ่อย ที่สำคัญ อาจารย์มักมีกิจธุระมาหาใกล้ๆเราในบางโอกาส ขอโปรดใช้ออปชั่น "โทรศัพท์มือถือ" และ "อีเมล์" ให้เป็นประโยชน์ด้วยเถิด
10. รอคอยจังหวะ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการรอคอยจังหวะที่เหมาะสม และทำตามแผน 1 - 9 เชื่อเถอะว่า ไม่มีหลักสูตรปริญญาโทที่ใด ที่ปล่อยให้นักศึกษาไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาหรอก!

จบ 

ปล. ขอกราบเท้าแทบเท้าทุกท่านซึ่งสละเวลาเข้ามาอ่านบทความซีรี่ส์นี้ พบกันครั้งหน้า หวังว่าจะได้รับการอุดหนุนเช่นเคย

 

edit @ 17 Dec 2007 09:19:44 by Veevee

TIY: Think It Yourself

คิดเองก็ได้ง่ายจัง! ไอเดียการทำวิทยานิพนธ์นิเทศศาสตร์ (2)

หมวดที่ 2: เอากลุ่มบุคคลเป็นตัวตั้ง

นึกถึงคนที่เข้ามาทำการสื่อสารเป็นลำดับแรก

คุณเคยรู้สึกอย่างนี้บ้างไหม? หงุดหงิดงุ่นง่าน ฟุ้งเฟื่องฟุ้งซ่าน รุ่มร่ามรำคาญ ท้องมวนท้องมาน...ยามที่นึกไม่ออกว่าจะทำวิทยานิพนธ์หัวข้ออะไรดี โดยเฉพาะการสื่อสารมวลชนทั้งหลาย บ้างก็ว่ามันศึกษากันจนปรุไปหมดแล้ว บ้างก็มึนตึ้บประมาณว่าไม่รู้จะหาอะไรมาทำดีหนอ?

แต่ปัญหาคลาสสิคประการสำคัญมันเกิดขึ้นในคาบเรียนแรกของวิชาการสื่อสารมวลชนพื้นฐาน หรือถ้าเป็นวิชาปริญญาตรี ก็เป็นวิชาทฤษฎีเบื้องต้นที่มีรหัสวิชาลงท้ายประมาณ 100 หรือ 101 นั่นเอง เพราะนักศึกษาทุกคนกำลังถูกจับใส่กรอบของ S M C R ให้คิดว่า มีผู้ส่งสาร ตัวสาร ช่องทาง และผู้รับสาร ดังนั้น หากจะเอากลุ่มบุคคลเป็นตัวตั้ง ก็ศึกษาได้ประมาณ คนผลิตสื่อ และ คนรับสื่อ ยังผลให้วิทยานิพนธ์ทั้งหลายมีแต่บุคคลจำพวก "ผู้ผลิตรายการ..." "บรรณาธิการของ...." ไปจนถึง "ประชาชนในเขต..." ซึ่งทำให้นักศึกษาด้านสื่อสารมวลชนมักจะต้องยอมจำนนต่อความอึดอัดคับแคบอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จวบจนถึงวาระการทำวิทยานิพนธ์

อันที่จริงแล้ว กลุ่มบุคคลที่ทำการสื่อสารนั้น เป็นได้ทุกกลุ่มคน ทุกรูปแบบ และหากเราเอากลุ่มบุคคลเป็นตัวตั้ง มาผสมกับแนวคิดหรือทฤษฎีก็จะได้ไอเดียบรรเจิดเลิศวิไล มากมายเกินพรรณนา วิธีง่ายๆคือการมองไปรอบๆตัวว่ามีใครบ้าง คนข้างบ้านเลี้ยงหลาน...อืมม์ การสื่อสารในครอบครัวของคนต่างเจนเนอเรชั่นก็ไม่เลว, คนบ้านถัดไปเลี้ยงนกเขาแล้วชอบโชว์นกเขาหน้าบ้าน...อืมม์ อัตลักษณ์ และการสื่อสารความหมายผ่านสัญญะของกลุ่มคนเลี้ยงนกเขาก็ไม่ใช่เล่นๆ, ไปเดินตลาดเห็นวณิกพกเดินมา...อืมม์ การสื่อสารของวณิพกกับกลุ่มคนใจบุญก็ยังได้

หัวข้อแนะนำ:
1. การสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว: ปรับประยุกต์ตามกลวิธีของศ.ดร.เทพพนม เมืองแมน เข้ากับทฤษฎี SMCR และ การสื่อสารแบบป้อนกลับ
2. พัฒนาการการสื่อสารของหญิงขายบริการแถบโรงแรมสยาม: เปรียบเทียบระหว่างยุครุ่งเรื่องของพรรคใครรักใคร และหลังจากการถูกยุบพรรค
3.การสื่อสารระหว่างเจ้าของสัตว์เลี้ยงแปลกๆกับตัวสัตว์เลี้ยง: ศึกษากรณีผู้เลี้ยงแย้ ตะกวด แมลงสาบ อิกัวน่า เห้ หนอน ไส้เดือน ตุ๊กแก
4. พฤติกรรมการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตของพระภิกษุในที่รโหฐาน
5. อัตลักษณ์ของคนบ้าแถบสนามหลวงในการสื่อสารกับบุคคลที่ผ่านไปมา
6. ทัศนคติและการปรับตัวในชีวิตประจำวันของบุคคลที่ปรากฏโฉมในคลิปอโคจร
7. ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อเทปธรรมะของกลุ่มแม่ชีในเขตกรุงเทพมหานคร
8. การสื่อสารทางเพศของผู้ชายกลัดมันและผู้ชายไม้ป่าเดียวกัน
9. พฤติกรรมการสื่อสารของสุนัขจรจัดแถบหมู่บ้านสุนัขวดีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่เทศบาล
10.การสื่อสารโดยใช้โทรจิตของคนทรงเจ้าหมู่บ้านงมงายนิเวศน์

หมวดที่ 3: เอาสิ่งของ สื่อและช่องทางเป็นตัวตั้ง

นึกถึงสิ่งรอบตัวเรา หรือสื่อต่างๆรอบตัวเราก่อน

คอนเซ็ปท์ที่แท้จริงของ "การสื่อสาร" ก็คือ ที่ใดที่การเคลื่อนทัพของข้อมูลจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง นั่นล่ะ...การสื่อสารเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น ทันทีที่คุณมองไปยังป้ายหน้าห้องน้ำว่า "ชาย" หรือ "หญิง" นั่นล่ะ มีข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้เข้าห้องน้ำ ถ่ายเทมายังตัวคุณแล้ว เมื่อมองเช่นนี้ เราจึงไม่ควรยึดติดกรอบว่า การสื่อสารคือ Major Media ประมาณ ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ หรือ อินเตอร์เน็ต เพราะฉะนั้น การที่คุณหน้าตาดีเกินไปจนกระทั่งเด็กแซ้บเดินผ่านแล้วชูนิ้วกลางให้...การสื่อสารก็เกิดขึ้นแล้ว

เมื่อสิ่งละอันพันละน้อยรอบตัวเป็นการสื่อสาร ตราบใดที่มีการถ่ายเทข้อมูลเกิดขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ เราจึงกล่าวได้ว่าอะไรๆก็สื่อสารได้ ดังนั้น จงมองไปยังสิ่งรอบตัว อาจจะเป็นสิ่งของอาทิ ลายรูปสัตว์มีอะไรกันบนเสื้อเด็กแนว, ถุงกล้วยแขกป้าฉอดที่ไปเหมากระดาษข้อสอบโรงเรียนวัดสมเพชมา หรือเป็น สื่อต่างๆ อาทิ ใบปลิวขายตรงของบริษัทผลิตถุงยาง, บิลบอร์ดหน้าวัดธรรมไกล ได้ทั้งนั้น

หัวข้อแนะนำ:
1. วาทกรรมสุขภาพที่ปรากฎบนซองบุหรี่ไทย ด้วยแนวคิดการสื่อสารเพื่อรครองความเป็นเจ้าของกรัมชี่
2. การสื่อสารเชิงวัฒนธรรมของเรย์มอนด์ วิลเลียมส์ และการสื่อสัญญะเพื่อบริโภคของฌอง โบรดิยาร์ด ผ่านสีและลวดลายกางเกงในของสาวไคโยตี้: กรณีศึกษา สาวไคโยตี้ของผับ"ส่ายสะโพกโยกย้าย"
3. อัตลักษณ์ของพระภิกษุที่ปรากฏบนปกของซีดีและเทปธรรมะ
4. พัฒนาการของการหาคู่ผ่านการใช้งานโทรศัพท์มือถือในที่ชุมชน ศึกษาช่วงมือถือรุ่นกระดูกจนถึงช่วงมือถือถ่ายรูปได้
5. การสื่อสารผ่านรอยสักของหญิงสาว ศึกษาความสัมพันธ์ของตัวแปรทางประชากรศาสตร์และลักษณะของรอยสัก
6. คำคมบนความสกปรก: ถอดรหัสอุดมการณ์ของวัยรุ่นผ่านรอยกราฟฟิติตามที่สาธารณะ ศึกษากรณีโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
7. การเลือกวอลเปเปอร์บนหน้าจอโน้ตบุ๊คของบุคคลทั่วไปที่เปิดใช้ในเขตท่าพระจันทร์ ตามแนวคิดการสื่อสารส่วนตัวบนพื้นที่สาธารณะ โดยดัดแปลงจากแนวคิดของฮาเบอมาส
8. วาทกรรมต่างๆบนป้ายหาเสียงของนักการเมืองในช่วงปลายปี 50
9. การใช้อีโมติคอนเพื่อการสนทนาใน MSN ของกลุ่มวัยรุ่นไทยวัยทีน ประยุกต์ตามทฤษฎีของฟิล โคเฮน
10. แบบแผนการบริโภคคอลัมน์ดูดวงของสตรีและบุรุษ

เยอะและ พอแค่นี้ก่อน แต่ยังไม่จบนะ มาว่ากันต่อตอนหน้านะคร้าบ...

edit @ 17 Dec 2007 09:18:49 by Veevee

TIY: Think It Yourself
คิดเองก็ได้ ง่ายจัง!:
ไอเดียสำหรับการทำวิทยานิพนธ์ (1)

อาจจะเป็นเพราะข้าพเจ้าเป็นคนบ้าไอเดีย หรือชอบคิดอะไรแผลงๆก็ไม่ทราบ ผู้คนจึงมักมาขอคำปรึกษาเรื่องหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์อยู่เนืองๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าก็ต้องไปปรึกษาคนอื่นเหมือนกัน

แต่ก็ช่างเถิด ไอ้เรื่องไอเดียตั้งต้นมันเป็นจุดเจ็บในดวงใจสำหรับหลายคน เพราะถ้าขึ้นชื่อว่าคนมันนึกไม่ออกแล้ว...นั่นแหละ มันก็นึกไม่ออกอยู่ดี

เผอิญว่าข้าพเจ้าชอบคิดอะไรฟุ้งซ่านเพื่อบริหารสมอง ดังนั้น จึงขอเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์แนวพิสดาร ในด้านการสื่อสารมวลชนดังนี้

หมวดที่ 1: เอาทฤษฎีเป็นตัวตั้ง
นึกถึงทฤษฏีก่อนเป็นลำดับแรก

เริ่มจากทฤษฎียอดฮิตในเชิงปริมาณได้แก่ "การเปิดรับ" "การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ" "ทัศนคติ" "ความคิดเห็น" "ปัจจัย(ที่กำหนดไว้แล้ว)" แล้วก็เลือกเอาว่าจะนำไปผสมกับสื่ออะไรดี

ส่วนใหญ่ก็สื่อหลักๆง่ายๆ อาทิ ข่าว, อินเตอร์เน็ต, วิทยุ, นิตยสาร ซึ่งจะออกมาการใช้ทฤษฎีแบบนี้ในเชิงปริมาณ และใช้แบบสอบถาม ขอแนะนำอย่างแรงสำหรับคนที่รีบจบ อยากเลื่อนเงินเดือนเร็วๆ อยากได้ขั้น อยากไปอวดบุพการี อยากได้ชื่อว่าจบปริญญาโท เพราะมันมีการพิสูจน์มาแล้วว่า นักศึกษาวิจัยของจริงนั้นสามารถทำวิทยานิพนธ์หัวข้อแบบนี้เสร็จได้ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

หัวข้อแนะนำ:
1. การเปิดรับ ทัศนคติ ความคิดเห็น การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ ของชาวบ้านหนองอีแหนบหมู่ 3 ที่มีต่อการใช้วิทยุชุมชนซึ่งจัดทำโดยงบประมาณขององค์กร กรครมน.โดยใช้งบประมาณตามคำสั่งที่ 2550/71ค
ของ อรสสคบ. สังกัดกองพันทหาร พพอปตอดฮฮกกชย.ที่ 4 ส่วนหลัง มณฑลทหารพรานที่ 7 ประจำปี 2550
2. การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจของชาวเขาเผ่ามูเซอร์ที่มีต่ออินเตอร์เน็ตประจำดอย
3. ความคิดเห็นของนศ.ในเขตท่าพระจันทร์ที่มีต่อการคัดเลือกวิทยานิพนธ์ด้านการสื่อสารมวลชนยอดเยี่ยมประจำปี
4.การเปิดรับ การใช้ประโยชน์ และความพึงพอใจของเด็กอนุบาลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีต่อนิตยสาร FHM
5. ทัศนคติและความพึงพอใจของประชาชนในเขตอบต.ดอนกระบือ ต่อการอ่านวารสาร "กาสรเดลี่" ซึ่งจัดทำโดย กลุ่มเด็กแนวบ้านนา
6. พฤติกรรมการเปิดรับข่าวซุบซิบดารา ของเหล่าดาราที่กลายเป็นข่าวซุบซิบ: กรณีศึกษาดาราช่อง 4 บางขุนพรหม
7. ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อการเปิดรับฟังรายการวิทยุ "แฉมันทั้งวัน" ของคลื่น 111.5 ปากปลาร้าเรดิโอ
8. ความคิดเห็นและความพึงพอใจของผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครต่อนิตยสาร "ตายแล้วไปไหน"
9.ความคาดหวังและแรงจูงใจในการเปิดรับ "ซีรี่ส์" ต่างชาติ: ศึกษาเปรียบเทียบ ซีรี่ส์อินโดนีเซีย ซีรี่ส์กัมพูชา และซีรี่ส์หมู่เกาะฟาโรห์
10.การเปิดรับและความพึงพอใจของเว็บไซต์สโมสรฟุตบอล "ยาสูบ" จากประชาชนที่ไม่สูบบุหรี่

ในกลุ่มหัวข้อที่ยากขึ้น  ได้แก่แนวคิดพวก "ภาพลักษณ์" "การสื่อสารในองค์กร" "การสื่อสารการตลาด" "การสื่อสารทางการเมือง" "แบบแผนการสื่อสาร" "แนวคิดที่ปรากฎในสื่อ" "ปัจจัยเชิงคุณภาพ(ที่ไปหาเอาข้างหน้า)" "การประกอบสร้าง" "การต่อรองความหมาย" ไปจนถึงการใช้แนวคิดที่คนยังทำน้อยและเสี่ยงจะต้องแปลภาษาอังกฤษจำนวนมาก หรืองานที่น่าจะยืดเยื้อ ซึ่งเป็นงานมหาหิน ได้แก่ "การถอดรหัส" "มายาคติ" "พัฒนาการ" "วาทกรรม" "การปรับประยุกต์" "รสนิยม" หัวข้อแบบนี้เหมาะสำหรับคนยึดติดกับสถาบัน ไม่อยากจากที่ร่ำเรียนไปไหน อยากอยู่นานๆ จบก็ได้ไม่จบก็ได้ หรือไม่ก็บ้าพลังอย่างแรง ดีไม่ดีลืมไปว่าจบไปก็ได้ปริญญาโทเหมือนกัน-ไม่ต่างจากพวกที่เรียนง่ายๆเหมือนซื้อปริญญามา...(เอ่อ พี่ๆกลุ่มบ้าพลังนี่เอาเวลาไป lick ass/ balls คนใหญ่คนโตจะดีกว่าไหม? เสียเวลาทำวิทยานิพนธ์งกๆเงิ่นๆยากๆทำไมอ่ะ?) (คงรู้นะ ว่าประชด!)

หัวข้อแนะนำ:
1. มายาคติในการสื่อสารผ่านเสื้อสีแดงของกลุ่มนปก.
2. การถอดรัหสอุดมการณ์ดึกดำบรรพ์นิยมของเพลงจากกระทรวงวัฒนธรรม
3. การสื่อสารทางการเมืองของสมเด็จ (?) ฮุนเซ็น
4. พัฒนาการทางรสนิยมของผู้บริโภคนิตยสาร 191
5.การต่อรองความหมายของนักวิชาการ ผ่านการใส่รองเท้าแตะมาสอนหนังสือของอ.มหาวิทยาลัย
6. ปัจจัยที่มีผลต่อการการเลือกบริโภคละครหลังข่าว ศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มแม่บ้านมีการศึกษากับกลุ่มแม่บ้านร้านตลาด
7.แนวคิดเพียงพอที่ปรากฎในโฆษณาของกลุ่มCพี ศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการเล่นหุ้นของเจ้าสัวกับภาพลักษณ์ในโฆษณาทีวี
8. การสื่อสารและการประกอบสร้างอัตลักษณ์ในแก๊งเด็กแว๊นซ์และสก๊อยซ์เกิร์ล
9. การสื่อสารการตลาดของกลุ่มวณิพกท่าพระจันทร์
10.แบบแผนการบริโภคนิตยสารหัวนอกของกลุ่มรัก(ต้อง)ร่วมเพศ

มาต่อตอนหน้า (ซึ่งยังไม่จบ เพราะมี 4 ตอนเป็นอย่างน้อย 555)

edit @ 17 Dec 2007 09:18:10 by Veevee