film

คำคมจาก notes on a scandal และ a good year

posted on 08 Mar 2008 14:56 by vr400  in film

ได้ดูหนังเรื่อง note on a scandal และ  a good year ห่างกันไม่ถึงครึ่งเดือน คิดว่ามันมีประโยคคำพูดที่น่าสนใจและติดค้างมาจนถึงตอนนี้

เริ่มจาก notes on a scandal เป็นเรื่องอาจารย์สาว30ยังแจ๋ว (เคท แบลนเช็ทท์) ดันไปมีสัมพันธ์กับนักเรียนอายุน้อยกว่าตัวเองครึ่งหนึ่ง ทีนี้พอเรื่องมันปูดขึ้นมา คนรอบข้างก็เลยเหมือนระเบิดที่ถูกจุดให้ปะทุโครมครามเป็นระยะๆ แน่นอนว่าคนที่ดูคงรู้ดีว่า "การมีอะไรกับเด็ก" เป็นเรื่องต้องห้ามอย่างร้ายแรงในสังคม ใช่ไหม? เวลาเราได้ยินว่าใครอยากมีหรือเคยมีอะไรกับเด็ก คนๆนั้นแทบจะกลายเป็น 'คนโรคจิต' ในสังคม แต่ในหนังเรื่องนี้กลับตีแสกหน้าเราทุกคน

ฉากหนึ่ง เมื่อสามีวัยชราดันรู้ว่าเมียเด็กของตัวเองไปมีอะไรกับคนที่เด็กกว่าอีก แทนที่เขาจะประณามแบบอนุรักษ์นิยม อาทิ "โรคจิต" "บ้ารึเปล่า" "ไม่รู้จักพอ" หรือ บลา บลา บลา ทั่วไป เขากลับตะคอกใส่เมียว่า "ใครๆก็อยากมีอะไรกับเด็กทั้งนั้นแหละ! แต่คนเรามันต้องรู้จักหักห้ามใจ!" ...ครับ คนเขียนบทใช้ให้ตัวละครตัวนี้ออกมายอมรับแทนทุกคนในสังคมอย่างหน้าชื่นตาบาน ว่าใครๆก็อยากมีอะไรกับเด็กนะ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก คิกคิก ส่วนใครจะพลาดทนเด็กเย้ายวนไม่ไหว ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง...ฉะนั้น ใครมองเด็ก ส่องเด็ก ด้วยความปรารถนา คงไม่ใช่เรื่องผิดมากมายอ่ะดิ ถ้าไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีเข้า 555

ถัดมาคือ A Good Year หนังเกี่ยวกับพี่อารมณ์ร้อน รัสเซลล์ โครว์ เป็นนายหน้าค้าหุ้นและเดินทางมารับมรดกเป็นปราสาทเก่าแก่และที่ดินปลูกองุ่นทำไวน์ เขาครุ่นคิดและรำลึกอดีตสมัยเคยอยู่กับลุงที่นี่ตอนเขายังเด็ก...ช่วงหนึ่งเขาคิดถึงตอนแข่งเทนนิสกับลุง และเขาพ่ายแพ้ พร้อมกับทำท่าหงุดหงิด กระฟัดกระเฟียด แต่ลุงของเขากลับอารมณ์ดี (ก็แน่ล่ะสิ ลุงชนะนี่หว่า)

ลุงของเขาโพล่งคำคมออกมาแบบรัวเป็นปืนกล คมกริบและทะลุทะลวงหัวใจข้าพเจ้าอย่างรุนแรง ภายในระยะเวลาแค่ 2-3 นาทีของฉากนั้น เนื้อหาของคำคมก็ประมาณว่า ความพ่ายแพ้คือความยิ่งใหญ่ของลูกผู้ชาย มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย ส่วนชัยชนะกลับตรงกันข้าม มันไม่ให้อะไรกับเราเลย ไม่ให้บทเรียนอะไรแม้แต่น้อย นั่นแหละ ข้าพเจ้าก็เลยอึ้งด้วยความซาบซึ้งในฉากนั้น อืมม์ มันจริงมากๆ เพราะลูกผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ล้วนผ่านความพ่ายแพ้มาแล้ว ใครที่รับมือกับความพ่ายแพ้และลุกขึ้นสู้ได้ คือการเดินทางไปสู่ความสำเร็จจริงๆ และชัยชนะแบบติดต่อมันอาจทำให้เราเหลิง และทำให้เราไม่ได้เรียนรู้อะไรนอกจากภูมิใจประเดี๋ยวประด๋าว และรอวันพลาดพลั้ง....

ทำให้นึกถึงคุณสมบัติของลูกผู้ชายอีกอย่าง นอกเหนือจาก "ความพ่ายแพ้" แล้ว อ.เสกสรร ประเสริฐกุล เคยเขียนเอาไว้ว่า "ลูกผู้ชายต้องมีศัตรูเป็นอาภรณ์ประดับกาย"...ครับ เพราะลูกผู้ชายคนไหนไม่มีศัตรู แสดงว่าเขาแหย และยอมก้มหัวให้กับทุกสิ่งนั่นเอง

 

edit @ 8 Mar 2008 15:12:00 by Veevee

Beautiful Thing ออกฉายในปี 1996 โดยมีโปสเตอร์เป็นรูปชายวัยรุ่นสองคนยืนกอดกัน

ที่จั่วหัวว่าเป็น รักแห่งสยาม เวอร์ชั่นอังกฤษ? ก็เพราะว่ามันเป็นหนังแนว "Coming Out of Age" หรือการก้าวผ่านพ้นวัยเพื่อค้นพบความเป็นเกย์ของวัยรุ่น เหมือนๆกัน หากเรามี "รักแห่งสยาม" หนังเรื่องนี้ย่อมเป็น "รักแห่งลอนดอน" อย่างแน่นอน

หนังสร้างจากละครเพลง และกลายมาเป็นหนังซึ่งอาศัยฉากในย่านเธมสมี้ด ชานเมืองลอนดอน โดยการกำกับของ เฮ็ตตี้ แม็คโดนัลด์

หนังเล่าเรื่องของตัวละครเด็กชายวัยรุ่นที่เป็นเพื่อนบ้านข้างห้อง (ร่วมอพาร์ทเม้นท์) คนหนึ่งเป็นเกย์ที่เริ่มค้นพบตัวเองก่อน เขามีแม่ค่อยจ้ำจี้จ้ำไชให้อยู่ในลู่ทาง แต่ปัญหาของเขาคือการเข้ากับเพื่อนไม่ได้ ถูกล้อเลียน (ด้วยความเป็นเกย์ จึงไม่เล่นฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬายอดฮิตของอังกฤษ) ขณะที่อีกคนค้นพบตัวเองช้ากว่า ความระทมของเขาคือการถูกพ่อและพี่ชายรังแก ซ้อม และทำให้หงออยู่ทุกวัน

คงไม่ต้องบรรยายว่า อารมณ์หงอยเหงาเดียวดาย และการค้นพบกันและกันในห้วงยามอันปวดร้าว ช่วยให้ทั้งคู่เปิดเผยตัวตนแก่กันและกัน ก่อนที่ "จูบแรก" จะเดินทางมาถึง

จากนั้นก็เป็นการขมวดปมการยอมรับในความเป็นชาวรักร่วมเพศ (ในยุคซึ่งยังต้องหลบๆซ่อนๆ) และการคลี่คลายโดยตนเอง รวมถึงคนรอบข้าง โดยเฉพาะแม่ผู้ซึ่งทำมาหาเลี้ยง และคาดหวังว่าจะมี "หลาน" สักคน แต่ก็ต้องผิดหวังในที่สุด

ความงดงามของหนังหาใช่อยู่ที่เพียงเรื่องราวการค้นพบตัวเองของวัยรุ่น แต่ยังอยู่ที่การใช้เพลงประกอบจาก Mama Cass ซึ่งเป็นเพลงที่ดีมาก เพราะมาก และคึกคัก ซึ่งยังผลให้ซาวด์แทร็คเรื่องนี้เจ๋งมาก (เธอคือคนที่อยู่วงThe Mamas and the Papas ซึ่งเพลงฮิตก็คือ California Dreamin อย่างที่หลายคนเคยได้ยินจากหนังเรื่อง Chungking Express ของ หว่องกาไวร์) เพลงเด่นก็คือ It's Getting Better ที่ใช้เปิดเรื่องเป็นอาทิ

หนังใช้เพลงของ มาม่า แคส ทั้งเรื่อง และเสริมกับบรรยากาศหนังเป็นอย่างดี เพราะว่าเพลงของมาม่าเป็นเพลงให้บรรยากาศเหมือนอยู่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งย่านเธมสมี้ดก็มีแสงแดด และความอบอุ่นเหมือนกัน

ช่วงที่ตลกนอกเหนือจากฉากการลังเลในการหาซื้อ "นิตยสารเกย์เล่มแรกในชีวิต" แล้ว ยังมีการพูดถึงมาม่า แคส ซึ่งเสียชีวิต...เพราะอาหารติดคอตาย!

สัญญะสำคัญของหนังคือการที่ตัวละครพากันหนีไปเที่ยวผับเกย์ ที่อยู่อีกฝั่งของเมือง และในตอนท้ายคนรอบข้างของพวกเขาก็เปิดใจให้ผับแห่งนี้เช่นกัน

มันไม่ใช่แค่การได้ค้นพบสถานที่อันหมาะกับพวกเขาเท่านั้น

แต่นั่นคือการค้นพบ "โลกของพวกเขา" เลยทีเดียว

 

edit @ 20 Dec 2007 17:45:16 by Veevee

edit @ 20 Dec 2007 17:57:25 by Veevee

รักแห่งสยาม: And life goes on...

posted on 22 Nov 2007 16:43 by vr400  in film

รักแห่งสยาม อาจจะเข้าวินกลายเป็นหนังไทยยอดเยี่ยมประจำปี

ก่อนหน้านี้ วงการนักวิจารณ์ต่างหวาดหวั่นว่าจะหาคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ พลอย และ ไชยา ไม่ได้ ที่หวาดหวั่นก็เพราะ หนังสองเรื่องดังกล่าวอาจจะดี แต่ 1) เบื่อให้รางวัลเป็นเอก 2) ไชยามีการอ้างอิงข้นเกินไป...แต่แล้วก็มีข่าวว่า รักแห่งสยาม จะเข้าปลายปี ดังนั้น มะเดี่ยว หรือ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล จึงเป็นเสมือนที่พึ่งสุดท้ายว่าหนังเขาจะออกมาดี และกรรมการสถาบันต่างๆจะได้มอบรางวัลให้แบบไม่ตะขิดตะขวงใจ

นับว่าความหวังกลายเป็นจริง

แม้ว่าโปสเตอร์และการตลาดจะทำให้เราเข้าใจว่าหนังจะออกมาเป็นแบบ Seasons Change แต่ก็อย่างที่หลายคนพอจะทราบกันเลาๆว่าตัวหนังกลับเล่าเรื่อง "ด้านมืด" ในชีวิต และประเด็น "รักของเด็กชายกับเด็กชาย" โดยมีเพียงการผูกโยงชีวิตกับดนตรีเข้าหากันเท่านั้น ที่พอจะหมาดเหมือน Seasons Change ได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม  รักแห่งสยาม มีพลังอันหนักหน่วงที่จะดึงดูดให้เรา "อิน" ไปกับหนัง และรู้สึกร่วมลุ้นชะตากรรมของทุกคนอย่างใจจดจ่อไปตลอดเรื่อง ไม่ใช่แค่ลุ้นว่าเจ้าเด็กผู้ชายมันจะ "จูบกัน" อย่างที่หลายคนหมกมุ่นเท่านั้น กล่าวกันแบบสัตย์ซื่อ นี่คือหนึ่งในการแสดงกลุ่มที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของหนังไทย ซึ่งสะท้อนแง่มุมอันหลากหลายในตัวมนุษย์ออกมาอย่างครบถ้วน ดาราแทบทุกคน (ยกเว้นน้องโดนัท) แสดงได้อย่างถึงแก่นเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะ สินจัย, กบ ทรงสิทธิ์, พลอย เฌอมาลย์ ไปจนถึงเด็กหน้าใหม่อย่าง พิชญ์ ที่ทำได้เหนือการคาดเดา

เรื่องโดยย่อคือ โต้ง และ มิว เคยอยู่บ้านใกล้กัน สนิทกัน แต่แล้วเมื่อพี่สาวของโต้งหายตัวไป ครอบครัวของเขาก็พังทลาย ย้ายบ้าน พ่อติดเหล้า ไม่รวมถึงภาวะสับสนอ้างว้างของวัยรุ่นเมื่อ โต้ง (มาริโอ้) ได้พบเจอกับ มิว (พิชญ์) โดยบังเอิญ ทั้งสองมีผู้หญิงน่ารักอยู่ใกล้ๆด้วยอยู่แล้ว ทว่าด้วยแรงดึงดูดผสานกับอารมณ์เปลี่ยวเหงายากจะอธิบาย โต้งมีบ้านที่ปริร้าว ส่วนมิวสูญเสียอาม่าไป ดังนั้น เด็กชายสองคนก็หันมาสนิทกันอีกครั้ง...

หนังซับซ้อนมากขึ้น เมื่อวงดนตรีของพิชญ์มีผู้ดูแลคือ จูน (พลอย) ซึ่งหน้าตาเหมือนกับพี่สาวของโต้งที่หายตัวไป ดังนั้น เพื่อเยียวยาความเศร้าระทมต่อเนื่องของพ่อที่ยังอาลัยรัก แม่ (สินจัย) จึงว่าจ้างให้จูนทำทีเป็น แตง ลูกสาวที่หายตัวไปแล้วกลับมาบ้าน เพื่อให้ พ่อ (กบ ทรงสิทธิ์) อาการดีขึ้น หายจากการติดเหล้า

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรคงต้องไปติดตามกันเอาเอง แต่สิ่งที่ต้องยกย่องก็คือ มะเดี่ยวเล่าเรื่องชีวิตวัยรุ่นและด้านมืดในครอบครัวได้อย่างมีมิติลุ่มลึก การแสดงของตัวละครที่รับส่งบทกันไปมานั้นลื่นไหลและสะสมพลังชีวิตอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่บทจะอยู่ในเกณฑ์ดี (นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่า มะเดี่ยวเป็นคนเขียนบทที่ดีที่สุดในไทยตอนนี้) แต่การแสดงก็ช่วยทำให้หนังดำเนินไปอย่างน่าเชื่อถือ และคนดูจึงไม่รอดพ้นจากการเอาใจช่วยพวกเขา

แน่นอน หนังแบบมะเดี่ยวย่อมไม่ใช่ลูกกวาดสีหวาน หรือเทพนิยายแฮปปี้เอนดิ้ง ความดีเด่นเป็นเอกลักษณ์ของเรื่องนี้จากหนังไทยอื่นๆก็คือ เขาเลือกที่จะเล่า "ตามที่ควรจะเป็น" แน่นอนว่ามันไม่มีการตบหัวคนดูให้ไปอยู่ในโลกเพ้อฝัน หากแต่มะเดี่ยวเลือกเอาความน่าจะเป็นมานำเสนอ แม้ว่าจะแฝงอารมณ์ขมปนเศร้า แต่อย่างน้อย เราก็รู้ได้ว่าชีวิตก็เป็นแบบนี้ ทุกคนยังต้องดำเนินชีวิตต่อไป เหมือนอยางที่หนังของปรมาจารย์อิหร่าน อับบาส เคียรอสตามี่ And Life Goes on หรือของ จางอี้โหมว To Live เคยทำมาแล้ว (ใครเคยดูสองเรื่องดังกล่าวแล้วมาดูบทสรุปของ รักแห่งสยาม จะพบว่ามันเล่าบางแง่มุมของชีวิตที่เป็นสากลเหมือนๆกัน)

ช่วงหนึ่งเร้าอารมณ์ก็คือ การสรุปให้เห็นว่าต่อให้มีบาดแผลและมีความขมขื่นในชีวิต แต่ยังไงชีวิตก็ยังดำเนินต่อไปได้ ตราบเท่าที่ทุกคนยังรักกัน บางทีทุกคนอาจจะรักกันมากเกินไปจนถึงขั้นทำร้ายกัน แต่เชื่อเถอะว่า ความรักมันย่อมนำพามาซึ่งความหวังอันเต็มเปี่ยม และพร้อมจะประคับประคองกันต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องโกหกปิดบังหรืออำพรางใดๆอีก

ชีวิตวัยรุ่นอาจจะสับสน ครอบครัวอาจจะมีริ้วรอยบาดแผล แต่เพียงแค่ทุกคนพร้อมจะลุกยืนสู้ด้วยความหวัง ทุกคนนั้นย่อมรู้ดีว่าแสงรำไรที่ปลายอุโมงค์ย่อมนำพาไปสู่ความสว่างไสว

หรือถ้าชีวิตมันไม่ได้สมบูรณ์เลิศเลอ แต่อย่างน้อยที่สุด...

ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป

edit @ 17 Dec 2007 09:19:09 by Veevee

ขอเกริ่นนำด้วยความเห็นก่อน...

เมื่อตอนที่ข้าพเจ้ามองซ้ายมองขวาก่อนเข้าโรงไปดูด้วยใจระทึก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าวันนั้นโรงหนังเมเจอร์เซ็นทรัลเวิลด์ เต็มไปด้วยประชากรผู้ชายพันธุ์ใหม่ (หมายถึงสูญเสียความเป็นชายดั้งเดิมไปประมาณ 50%) บ้างนั่งจับกลุ่ม บ้างรับประทานอาหาร ส่วนใหญ่มากันเป็นคู่ๆ และบางคนก็ เอ่อ พาฝรั่งมาดูด้วย อืมม์ หนังเกย์ไทยๆให้ฝรั่งดุ...(ตรงนี้มีนัยยะสำคัญนะ ขอเน้นเพราะมันเกี่ยวกับพฤติกรรมการชมของฝรั่งด้วย) สรุปว่าวันนั้นข้าพเจ้าแทบจะก้มหน้าเดิน ไม่ดูก็ไมได้เพราะเป็นหน้าที่...เฮ่อ เป็นผู้ชายในโลกยุคนี้ช่างลำบากจริงๆ

แน่นอนว่าหนังตลกสมคำร่ำลือ อย่างที่หลายคนบอก เนื่องจากมันยัดทะยานไปด้วยคำพูด "ยัดปาก" และสร้างความ "ขนลุกส์" เป็นระยะๆ อาทิ "เมฆ..คุณอยู่ที่ไหน ผมรู้นะว่าคุณอยู่ที่นี่...เมฆ ผมคิดถึงคุณ" รวมไปถึงการแสดงแบบแข็งๆของตัวละคร และเวอร์แบบสุดๆของภรรยาพระเอก

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าสังเกตเห็นก็คือถ้าเกิดตัดเรื่องคำพูดออกไป หมายความว่าไม่มีบทสนทนาตัวละครแบบเอียนๆ หรือยัดปากแล้วล่ะก็ เราจะพบว่างานด้านภาพจะช่วยให้หนังดำเนินไปอย่างค่อนข้างมีรสนิยม เพราะภาพแสดงความเปลี่ยวเหงา (โดยเฉพาะการใช้เลนส์ไวด์แสดงมุมกว้างอันอ้างว้างของตัวละคร) อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น จังหวะการเดินเรื่องถือว่าไม่ขี้ริ้วขี้เหร่นัก หากไม่นับการ "กดปุ่มน้ำตา" ของคนดูในตอนท้ายอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อหลายคนออกมาก่นด่า โดยเฉพาะไอ้น้องที่นั่งข้างๆนี่หัวเราะ (แมร่ง) ทุกห้านาที ทำหยั่งกะดู เดอะ ซิมป์สัน เมื่อได้ฟังคนด่า ข้าพเจ้าจึงพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็ไม่ลืมจะใส่ความเห็นเพิ่มไปด้วยว่า ไม่แน่นะ ถ้าหนังเรื่องนี้ให้ฝรั่งดู ฝรั่งจะฟังไม่ออก ก่อนจะหันไปอ่านซับไตเติ้ล ซึ่งจะเป็นคำพูดปกติที่มนุษย์พูดกัน (ไม่ชวนให้ขนลุกชูชันเหมือนการฟังเป็นภาษาไทย) ดังนั้น ฝรั่งอาจจะเห็นว่ามันเป็นหนังที่ "ใช้ได้" เป็นอย่างน้อย

ราวกับปากพระร่วง! เพราะหนังเข้าชิงรางวัลที่เบลเยียม

ต่อไปนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น

พจน์ อานนท์ ก้าวสู่จุดสูงสุดในชีวิตการทำงาน (จนถึงปัจจุบัน อนาคตไม่แน่!) ด้วยการพาหนังคว้ารางวัลกรีงปรีซ์ หรือ "หนังยอดเยี่ยม" ในเทศกาลหนังอินดี้นานาชาติ ที่กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยียม

หึหึหึ

edit @ 17 Dec 2007 09:18:29 by Veevee

Beowulf : ตัณหาของวีรบุรุษ

posted on 13 Nov 2007 20:24 by vr400  in film

ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่ดันเกิดเป็นสื่อฯ ก็เลยกินเงินเดือนเท่านักการฯ แต่ได้อภิสิทธิ์ดูหนังฟรีเป็นประจำ ต้องขอขอบพระคุณสวรรค์ที่ดลบันดาลมิให้ข้าพเจ้ากลายเป็นชาวศักดินามากไปกว่านี้ ถ้าเกิดได้ของฟรีๆด้วยแล้วเงินเดือนสูงๆด้วย คงเท้าไม่ติดดินแล้วล่ะ

เบวูล์ฟ ฉายที่พารากอน กรุงศรีไอแม็กซ์ ได้สามมิติ ภาพสวยงาม หนังสนุกสนาน เรียกว่าสนุกกันตั้งแต่ก่อนเข้าโรงทีเดียว เพราะมีอาเจ็กผิวคล้ำมาขอยึดมือถือทุกเครื่องหน้าโรงฯ ไม่พูดเปล่า อาเจ็กไปอัญเชิญบุรุษในชุดกากีมาเดินวนไปวนมาด้วย อะไรหว่า? ขนาดมือถือของเราถ่ายรูปไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ยังขอยึดไปเฉยๆ ไอ้เราก็สงสัยว่าเอ...หรืออันที่จริงแล้ว มือถือเราจะดัดแปลงให้ถ่ายรูปได้หว่า อืมม์ เป็นไปได้แน่นอน ไม่งั้นจะยึดไปทามมาย เดี๋ยวว่างๆต้องไปถามเพื่อนๆที่รู้อิเลคทรอนิคส์ซะแล้ว สงสัยมันจะถ่ายรูปได้จริงๆแฮะ (ประชดนะพี่?)

พูดถึงหนัง ก็มาอีหร็อบเดียวกับ Polar Express เด๊ะๆ เพราะดูท่าว่าจะมันในแบบ 3 มิติ มากกว่า 2 มิติแหงๆ เรื่องงานฝีมือในหนังไม่ต้องพูดถึง พะยี่ห้อ โรเบิร์ต เซเมคคิส ด้วยแล้ว วางใจได้เลย โดยเฉพาะการต่อสู้ของพระเอกหน้าตาบ้านนอก แต่หุ่นฟิตเนสเฟิร์สท์ ปะทะกับ เจ้ามังกรทอง เรียกว่ามันสุดๆ และใช้ความเป็นสามมิติได้คุ้มมากๆ

สรุปว่าหนังสนุก เล่าเรื่องวีรบุรุษต่อสู้กับอสูรกายได้อย่างเพลิดเพลิน

แต่ประเด็นของหนังนี่สิ! แบบว่า มันไม่ใชอนิเมชั่นแบบสูตรสำเร็จทั่วไป เพราะมันแอบเร้นมาด้วยสาระเข้มข้น และบทสรุปก็ไม่ใช่แบบที่พวกโฆษณาชวนเชื่อมักจะทำกัน หนังพูดถึง "ราคะของราชันย์" หรือด้านพลิกกลับของวีรบุรุษ ว่าเขาอาจจะเก่งกล้าสามารถ แต่จะสามารถต่อกรกับแรงดำฤษณาได้หรือไม่

อันที่จริง หนังพูดถึงเรื่องเพศอยู่ตลอด โดยเฉพาะการ "ซูม" ความสนใจของคนดูไปที่ "อวัยวะเพศชาย" ในตอนต้นๆ ตอนต่อกรกับปีศาจ พวกทหารซื้อบื้อก็ไปคลำหา "ไอ้นั่น" ของปีศาจ ต่อมาเรื่องก็ถลำเข้าสู่ด้านมือ ซึ่งคนสร้างก็ค่อยเผยทีละนิดว่า เงื่อนงำความวุ่นวายมาจากพลังหนุ่มบนเตียงของฝ่ายชาย นอกจากนี้ที่ฮาสุดๆ แต่สื่อความหมายสุดๆคือตอนที่ต่อสู้กับมังกรทองในตอนท้ายๆ แล้วเกือบถูกเหล็กแหลมเสียบเข้าที่ "น้องชาย" พูดในแง่ของสัญญะก็คือ "เพราะราคะจัด จึงเกือบถูกลงทัณฑ์ที่ต้นกำเนิดราคะ" เสียแล้ว

หนังยังเล่าเรื่อง "กงเกวียนกงกรรม" ได้อย่างชาญฉลาด และสอดผสานในความเนี้ยบเนียนของเทคนิคโมชั่นแคปเจอร์ ซึ่งเมื่อมองในภาพรวม จึงถือว่าไม่น่าจะพลาด โดยเฉพาะในแบบ 3 มิติ

เกรด B

edit @ 17 Dec 2007 09:17:30 by Veevee