others

4 ปีสุดท้ายในชีวิต

posted on 16 Jan 2008 08:53 by vr400  in others

ถาม: ถ้าวันเกิดปีก่อนข้าพเจ้าอายุ 24 ปี ...วันเกิดปีถัดไปข้าพเจ้าจะอายุเท่าไหร่ 

ตอบ: 25 ปี

เฉลย: ผิด...26 ต่างหากเล่า!

----------------------------------

เมื่อหลายสิบปีก่อน ข้าพเจ้าเคยอิจฉาผู้ใหญ่ ที่มีอิสระเสรี มีความสามารถที่จะทำอะไรได้ด้วยตนเอง แต่พอกลายมาเป็นผู้ใหญ่จริงๆ มันเริ่มไม่สนุกอย่างที่คิด เพราะมันมีความรับผิดชอบหนักอึ้งรออยู่ และยิ่งนับวัน อายุก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับประกายแห่งวัยเยาว์ที่เริ่มหดหาย

บางที อิสรภาพของคนเราอาจจะสิ้นสุดอย่างแท้จริง เมื่อเราต้องถึงเวลาดูแลครอบครัว หรือเป็นแกนหลักในบ้าน และเมื่อห้วงยามนั้นมาถึง เราก็ควรจะได้ลองอะไรโลดโผนพิสดารพันลึก อย่างที่มนุษย์รักผจญภัยผู้หนึ่งพึงจะมี ครบถ้วนแล้ว

หากเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าอาจจะเหลือห้วงยามอันเป็นวิเศษเวลา อีกเพียงแค่ 4 ปี มันดูราวกับว่าเป็น 4 ปีสุดท้ายในชีวิตที่ยังคงมีอิสระโบยบิน เฉกเช่นดั่งนกในท้องฟ้ากว้าง

มันเป็น 4 ปีสุดท้ายที่เราจะเสี่ยงทำอะไรตามใจชอบ โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เพราะหลังจากนั้น เราจะตายไปจากชีวิตวัยเด็ก ชีวิตวัยรุ่น เมื่อเราย่างเท้าเข้าสู่วันแรกของชีวิตปีที่ 30

ทำอะไรดีล่ะ มันควรเป็นความฝันอันใหญ่โตใช่ไหม ใหญ่พอที่จะทุ่มเทและก้าวไปให้ถึง และมันก็ไม่ควรใหญ่เกินกว่าหัวใจเราจะพองไปถึงในตอนนี้ได้

ตอนเด็กๆ ข้าพเจ้าป่วยถึงขนาดล้มหน้าเสาธงออกบ่อย แต่ก็อดทนสู้กับร่างกายอันอ่อนแอจนคนทั่วไปคิดว่าข้าพเจ้าถึก...ปีนี้ข้าพเจ้าจะวิ่งมาราธอน

อาจจะไม่นานนัก ข้าพเจ้าถูกดูแคลนเรื่องการถ่ายรูป ...ปีนี้ข้าพเจ้าจะรับงานถ่ายภาพให้ได้มาตรฐานมืออาชีพ

God Bless me ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองข้าพเจ้าด้วย

อยากให้ประโยคต่อไปนี้ติดอยู่ในใจข้าพเจ้าตลอดปี เพื่อเตือนตัวเองและเป็นกำลังใจ "Don't worry about a thing, cause every little thing gonna be alright"

อย่ากังวลสิ่งใดไป เพราะทุกอย่างมันจะดีขึ้น

ปีนี้ เป็นปีที่ขมุกขมัวมากสำหรับข้าพเจ้า

หากสภาพอากาศมีอิทธิพลต่อคนจริงๆ ข้าพเจ้าก็คงเป็นกรณีศึกษาที่ดี ยิ่งอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยข้าพเจ้าก็ยิ่งใกล้บ้า จนบางครั้ง ทำให้ต้องแกล้งลืมความฝันที่จะไปอยู่แถบลอนดอนหรือประเทศที่อากาศเข้าตำรา "เช้าหิมะ กลางวันครึ้ม บ่ายแดดออก เย็นฝนตก" ดีไม่ดีคงต้องไปอยู่ประเทศแบบว่ามีอากาศอย่างเดียว อาทิ หนาวทั้งปี ไม่มีฝน ปราศจากความร้อน ให้รู้แล้วรู้รอด

ปีนี้ อากาศแปรปรวนอย่างหนักหน่วง อันที่จริง มันคือฤดูฝนอันยาวนาน กินเวลาตั้งแต่เริ่มรับน้อง ไปสิ้นสุดตอนลอยกระทง หรือรวมแล้วประมาณ 6 เดือน มันกระหน่ำแล้วกระหน่ำเล่า พลอยทำให้จิตใจอ่อนแอ และไม่ยอมผ่านพ้นไปได้ง่ายๆ

ฝนทำให้เปียก ไม่แค่นั้น สภาพอากาศอันแปรปรวน เริ่มจากความอึมครึมชวนหดหู่ ต่อเนื่องมาถึงการโปรยปรายจากฟากฟ้าให้เราต้องคอยหลบ คอยระแวง ไปจนถึงการกระหน่ำอย่างหนักหน่วง รุนแรง เสียงดังลั่น จนกระเทือนไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ

มันเหมือนการตกอยู่ในถ้ำแห่งความมืดมิด ถ้ำที่น่าหวาดกลัว ไม่เห็นหนทางไป ถูกรุมร้อมด้วยภยันตราย ย้ำให้เรายอมพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติ ในที่สุด จึงยอมจำนนต่อชะตากรรมที่ไม่ผ่านพ้นเสียที

(เหมือนเพลง "คืนอันเป็นนิรันดร์" จาก รักแห่งสยาม ..."ตกอยู่ในความมืดบอด ตกอยู่ในห้วงใจที่อ่อนไหว เหมือนจะเป็นกลางคืนอันยาวนาน เมื่อฟ้าไม่มีแสงใด มองไปรอบกาย หัวใจก็พลันหวาดกลัว")

ใครอาจจะชอบความเย็นย่ำฉ่ำชุ่มของฤดูนี้ แต่สำหรับคนที่เคยผ่านประสบการณ์สะดุ้งสะเทือนทุกครั้งที่ฝนตก กอปร์กับภาวะจิตใจอันย่ำแย่ไร้ทางออกในฤดูนี้แล้ว...มันไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เลย

หน้าฝนอันยาวนานของปีนี้ คือหน้าฝนที่ยาวจริงๆ มันกินระยะเวลาถึงครึ่งปี

ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังหม่นหมองอย่างถึงที่สุดในตอนเดือนพฤศจิกายน...วันนั้นก็มาถึง

ก่อนเช้าวันนั้น ยามค่ำคืน ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคนจากทางไกลพูดว่า.."นกของหน้าหนาวมาแล้ว" นั่นย่อมหมายความว่า พระพิรุฬกำลังจะพักผ่อน และความเย็นแสนแห้งผากกำลังจะมาเยือนเรา

เช้าวันนั้น

ข้าพเจ้าตื่นตอนตามปกติ เก้าอี้ขนาดใหญ่บดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้เล็ดรอดมาถึงที่นอน แต่เสียงบรรยากาศกลับทักทายให้ได้ยินไม่เหมือนกันวันก่อนๆหน้า

ลมเย็นๆพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ความรู้สึกเหมือนหน้าหนาวแรกแย้มที่ภาคเหนือ มันมีความแห้งผากปะปนเข้ามาในละอองอากาศด้วย

มองลอดออกไป ฟ้าสีครามจรดสุดลูกหูลูกตา มีเพียงริ้วเมฆขาวๆลอยล่องอย่างเป็นมิตร

ข้าพเจ้าเดินไปขึ้นรถเมล์ตามปกติเหมือนทุกวัน แต่มันไม่มีเหงื่อออกชุ่มกาย ไม่มีความเหนอะหนะ

ข้าพเจ้าพบว่าตัวเองกำลังยิ้มเล็กๆอย่างมีความสุข

เป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ ท่ามกลางอากาศเย็นที่อบอุ่น

ในวันที่สวยงามที่สุดของปีนี้

ภายใต้ท้องฟ้ากระจ่างใส