sport

ฉันรัก Liverpool เพราะ Liverpool สอนให้ฉันรักประชาชน

นานมาแล้ว นานมากจนข้าพเจ้าลืมไป

มันคงประมาณปี 1987 - 88 สมัยที่ จอห์น บาร์นส์ แทบเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของทีม ตอนนั้นข้าพเจ้าเริ่มดูบอลเป็นครั้งแรก และเชียร์ลิเวอร์พูลควบคู่กับทีมทหารอากาศ

หงส์แดงต่อบอลตามช่อง นักเตะหาพื้นที่ว่าง นักเตะเปิดเกมบุกภาคพื้นดินแบบไม่มีหยุดราวกับเครื่องจักร(เป็นที่มาของฉายา 'เครื่องจักรสีแดง') ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงเชียร์เป็นเพลงจากอัฒจันทร์เป็นบรรยากาศคึกครื้นข่มขลัง เพราะไม่ได้ดูทีมอื่นนัก เลยเข้าใจไปว่าเสียงเชียร์ดังๆจะต้องมาควบคู่กับเกมฟุตบอล และบทเพลงดังกระหึ่มจากฟากที่นั่งคนดูน่าจะเป็นสิ่งปกติ

ต่อมาเมื่อดูบ่อยๆเข้าข้าพเจ้าก็หลงลืม ลืมเสียงเชียร์บอลไปสิ้นเพราะเอาแต่สมาธิจดจ่อไปที่ภาพ และเสียงบรรยายจากคนพากย์ เมื่อดูบอลทีมอื่นๆมากเข้า ก็ยิ่งหลงลืมไปว่าความขลังของเสียงเชียร์มีอยู่จริง พอรู้ตัวอีกที ก็พบว่า ไม่ใช่ทุกทีมบอลจะสามารถได้รับเสียงเชียร์จากแฟนบอล หาใช่ทุกสโมสรจะมีความกึกก้องเป็นทำนองเพลงหนุนนักเตะ กลายเป็นว่าการดูบอลของข้าพเจ้าคือการสดับเสียงเงียบเคล้าเสียงพากย์ หาใช่ความยิ่งใหญ่ของแรงใจกองเชียร์อีกต่อไป

ร่องรอยของกองเชียร์ที่ช่วยเหลือนักเตะอาจจะปรากฏลางๆอีกครั้งเมื่อลิเวอร์พูล เล่นแบบสวมใจหงส์บุกแหลกยิงตีเสมอเอซี มิลานทีเดียวสามประตู และคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกปี 2005 แต่มันมาเด่นชัดงเมื่อไม่นานมานี้ ลิเวอร์พูลเดินเข้าสู่หุบเหวอีกครั้ง เมื่อ ราฟาเอล "จอมโรเตชั่น" เบนิเตซ กำลังเดินอยู่บนเส้นด้าย ผลงานของเขาลุ่มๆดอนๆอีกครั้งและสุ่มเสี่ยงว่าจะโดนปลด

และในแมตช์นั้น ข้าพเจ้าจำได้ดี เมื่อหงส์ต้องเจอกับปอร์โต้ ในนัดรองสุดท้ายแชมเปี้ยนลีก 2007-8 รอบแบ่งกลุ่ม ถ้าหงส์แพ้คือตกรอบ หนทางเดียวคือการเอาชนะในถิ่นแอนฟิลด์ของตัวเองให้ได้

ในความตึงเครียดของเกม ในความกดดันเมื่อถูกตีเสมออย่างน่าเจ็บใจก่อนหมดครึ่งแรก มันดูราวกับว่าข้าพเจ้ากำลังกวนกลับไปยังวัยเด็กอีกครั้ง วัยเด็กที่ดูบอลด้วยสายตากระตือรือร้น หูได้ยินเสียงกองเชียร์กระหึ่ม

ลิเวอร์พูลเกิดกระแสสปิริตแรงกล้าอีกครั้ง ทุกคนไม่อยากให้ราฟาเอล เบนิเตซถูกปลด นักเตะบุกแหลกแบบไม่ยั้ง จนขึ้นนำและชนะไปแบบขาดลอย และที่สำคัญ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องเพลงเชียร์อันกึกก้องจากแอนฟิลด์...เสียงที่เหมือนจะคลับคล้ายคลับคลาจากวัยเด็ก แต่ลืมไปเนิ่นนาน มันเป็นเสียงหนุนส่งอันคมขลัง และกึกก้องราวกับจะข่มวิญญาณคู่แข่งให้หดเล็กเหลือเพียงมดแมลงในสนาม

มันเป็นเสียงที่ดังมาก ดังราวกับมารวมตัวกันเพื่อร้องเพลงข่มขวัญใครสักคนโดยเฉพาะ แต่เป็นการร้องเพลงที่มีสปิริต อ่อนไหวกับกีฬา แต่เข้มแข็งและสุภาพกับคู่แข่ง

ข้าพเจ้ากำลังเข้าใจ ว่าเหตุผลแฟนหงส์ก็ยังเป็นแฟนหงส์ แม้ว่าทีมจะไม่ได้สัมผัสแชมป์บอลลีกในชาติมาสิบกว่าปี

มันเป็นเพราะสปิริตร่วมกัน จุดหมายร่วมกัน และการเอาใจช่วยกันและกันให้ฟันฝ่าโมงยามอันวิกฤตไปให้ได้ เมื่อประชาชนรักนักเตะและบุคลากรของทีม ทีมลิเวอร์พูลจึงรักประชาชนด้วยการทุ่มแรงกายถวายในสนาม

ขณะที่ข้าพเจ้ารักธรรมศาสตร์น้อยลง เพราะธรรมศาสตร์ตอนนี้ไม่ควรมีชื่อว่า "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง" หากแต่ควรเป็น "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเงิน" ที่ท่าพระจันทร์แห่งนี้เหมือนจะเคร่งเครียดเรื่องเงินมากกว่าสิ่งใด หลักสูตรทำเงิน...เพียบ หลักสูตรเพื่อวิชาการให้สังคม...แทบไม่มี อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังรู้สึกว่า หงส์แดง ลิเวอร์พูล ยังเป็นทีมของมหาชน และนักบอลเล่นด้วยแรงหนุนของบรรดากองเชียร์อย่างแท้จริง

กล่าวอีกอย่างก็คือ ลิเวอร์พูลไม่ได้มีนักเตะแค่ 11 คน นั่นแปลว่า พวกเขาขับเคลื่อนด้วยพลังสปิริตของปวงชน สโมสรแห่งนี้จึงเป็นความรักร่วมกันระหว่างนักเตะ โค้ช และกองเชียร์

ไม่ว่าหงส์จะตกรอบอะไรอีกหรือไม่ และไม่ว่าหงส์จะคว้าแชมป์ได้สำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย สปิริตสุดยอด และเสียงเชียร์อันกึกก้องที่ทำให้ถวิลหาอดีต ก็ครองใจข้าพเจ้าได้อีกครั้ง

ฉันรักลิเวอร์พูล เพราะลิเวอร์พูลสอนให้ฉันรักประชาชน

edit @ 17 Dec 2007 09:19:57 by Veevee

เขาคือผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล หนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ๋ที่สุดของโลกฟุตบอล

ตอนนี้หลายคนกำลังจับตามองว่าเขาจะถูกไล่ออกเมื่อไหร่ ในเมื่อการเดิมพันครั้งล่าสุดช่างมีมูลค่าสูงเหลือเกิน เพราะ 'ราฟา' กำลังหักด้ามพร้าด้วยเข่า ถ้าประสบความล้มเหลว เขาจะเดินตามรอย เชราร์ด อูลลิเย่ร์ หนึ่งในผู้จัดการทีมที่เด็กหงส์ 'เซ็งเป็ด' กันมากที่สุด แต่ถ้าเขาสำเร็จ เขาจำถูกดันขึ้นไปเทียบเท่าโค้ชระดับตำนาน ที่สร้างวาทกรรมทางกีฬาให้กับโลกฟุตบอล บางที อาจจะในระดับใกล้เคียงกับ บิลล์ แชงค์ลี่ย์ หรือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรืออย่างน้อยที่สุด เขาต้องได้ราคาเท่ากับ โจเซ่ มูรินโญ่

โลกหมุนด้วยกระแส ส่วนกระแสก็เกิดจากพฤติกรรมคนที่ทำตามกันมากๆ คนทำตามกันก็เพราะคำพูดบางคำที่มีอำนาจเกาะกุมพฤติกรรมพวกเขา  คำพูดทรงอำนาจดังกล่าวนี้แหละคือ 'วาทกรรม' ในยุคหนึ่งเรามีวาทกรรมสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้คนเอะอะอะไรก็อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือล่าสุดก็วาทกรรมพอเพียง ที่ทำให้คนทำอะไรไม่เกินตัว เอาแบบพอดีๆ (แต่น่าแปลกที่คนไม่น้อยทุ่มเงินซื้อเสื้อเหลืองและเสื้อชมพูในราคาที่แพงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นไปได้ว่าคนเหล่านี้กำลังโชว์สัญญะของวาทกรรม (เสื้อเหลือง) แต่ไม่เข้าใจวาทกรรมดังกล่าวอย่างถ่องแท้เลย)

หนึ่งในวาทกรรมที่น่าส่งอิทธิพลมากที่สุดยุคหลัง โดยเฉพาะในเมืองไทย เห็นทีจะไม่พ้น 'วาทกรรมความสด' มันจะเป็นอะไรเสียอีกนอกจากของสดๆดีกว่าของแห้งๆของดิบๆ อาทิ กาแฟสด ปลาสด เปาะเปี๊ยะสด เบียร์สด กีฬาถ่ายทอดสด กระทั่งถึงของที่มันไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับความสดเลย นั่นคือ ปูนสด (ในวงการสื่อลามก ก็ยังมีการฮิตหนังที่นักแสดง xxxสด กันด้วย)

ใครเลยจะคิดว่าวาทกรรมความสดจะลอยไปถึงวงการฟุตบอล เมื่อราฟาเอล เบนิเตซ โค้ชหัวเหม่งลงพุงจากสเปน กำลังจะสร้าง 'วาทกรรมความสด' ประดับวงการฟุตบอล

ในระบบการเล่นสมัยก่อน นักฟุตบอลจะลงสนามแค่ช่วงสุดสัปดาห์ นานๆทีจะเกมกลางสัปดาห์ ทำให้ร่างกายมีความสดชื่นอยู่เสมอเมื่อไม่ต้องกรำศึกหนักจนเกินไป ทว่าปัจจุบันด้วยธุรกิจมหึมาทำให้มีรายการแข่งขัน

จำนวนมาก และลงเอยด้วยการยัดโปรแกรมการเตะให้กับนักเตะทุกๆ 3 วัน บางครั้งถึงขั้น เตะ 2 นัดใน 3 วันด้วยซ้ำ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือทำให้นักเตะบอบช้ำจนหมดเรี่ยวแรงท้ายเกม หรือกระทั่งรีดฟอร์มเก่งออกมาได้ไม่เต็มที่

ไปๆมาๆ กลายเป็นว่าหนึ่งทีมฟุตบอลต้องการนักเตะหมุนเวียนมากกว่า 20 คน เนื่องจากเอาไว้ชดเชยนักเตะที่สึกหรอ ข้อได้เปรียบสำคัญของลิเวอร์พูลก็คือ สโมสรแห่งนี้สามารถเก็บคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำเวลาที่ล่วงเลยเข้าสู่ครึ่งหลังของฤดูกาล นั่นเพราะนักเตะมีสภาพสมบูรณ์และสามารถทำผลงานได้คงเส้นคงวาในช่วงนี้ จากต่างทีมอื่นๆซึ่งเพียบพูนไปด้วยนักเตะที่บาดเจ็บจนต้องเอาตัวสำรองซึ่งยังปรับสภาพกับทีมชุดใหญ่ไม่ดีนัก

แต่เหมือนกับว่าราฟาต้องการไปไกลกว่านั้นในฤดูกาลนี้ ด้วยการเอาแทคติกความสดมาใช้แบบเต็มๆ เขาปรับบุคลิกจากสมัยคุมบาเลนเซียในสเปนซึ่งใช้นักเตะชุดเดิมๆและเล่นเข้าขามีทีมเวิร์ค มาเป็นการสลับนักเตะไม่ซ้ำหน้ากันทุกนัดในถิ่นแอนฟิลด์ โดยคาดว่า ให้ทุกคนเคยชินกับ "ระบบ" ที่เขาวางเอาไว้ ครั้นเมื่อถึงกลางฤดูกาลจวบจนช่วงท้าย นักเตะทุกคนก็จะมีความสดสมบูรณ์ และเข้าใจระบบ จนกระทั่งโกยแต้มสำคัญเหนือคู่แข่งผู้อ่อนล้าได้

จุดพลิกผันของความยิ่งใหญ่ของทีมฟุตบอลแต่ละยุคมีความต่างกันออกไป ครั้งหนึ่ง รีล มาดริด สามารถสะสมนักเตะระดับเหนือเทวดามารวมกัน รวมทั้ง บาร์เซโลน่าก็เป็นอีกทีมที่ถึงขั้นได้ฉายาเจ้าบุญทุ่ม สองทีมนี้แสดงถึง 'วาทกรรมความรวย' (เชลซียุคนี้ก็เข้าข่ายอีกทีม) อันนำพาไปสู่ความยิ่งใหญ่ ครั้งหนึ่ง เอซี มิลาน และ อาร์เซนอล เคยสร้างความเกรียงไกรด้วย 'วาทกรรมความเหนียว' ใช้กองหลังระดับตังเมเรียกพี่มาเล่นกันอย่างเข้าขาจนนำไปพาสู่ยุคแห่งความสำเร็จ ครั้งหนึ่ง อาแจ๊กซ์ อัมสเตอดัม เคยลือลั่นด้วย 'วาทกรรมไล่บี้' นั่นคือกดดันคู่ต่อสู้จนกระทั่งไม่อาจทำเกมได้ และนำไปสู่ชัยชนะ แน่นอน ยุคหนึ่งหงส์แดง ลิเวอร์พูล ก็เป็นเครื่องจักรสีแดงที่ต่อบอลตามช่อง เข้าหาจังหวะทำประตูแบบให้นายทวารฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ยืนเดียวดาย หรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็สร้างความอึด ฮึด และคึกคะนองที่ไล่บุกชาวบ้านแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

ตอนนี้ ราฟาเอล เบนิเตซ กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการฟุตบอล เขาเห็นว่าเมื่อยุคเปลี่ยน ลักษณะการทำทีมก็ต้องเปลี่ยน การใช้ทีมเวิร์คเดิมๆด้วยนักเตะรู้ใจจำนวนจำกัด ไม่อาจได้ผลอีกแล้วในโลกที่ฟุตบอลเตะกันสามวันหน ราฟากำลังนำกระแสความสำเร็จด้วยการมองถึง 'ความสด' ของนักเตะที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จ ในเมื่อระดับฝีเท้าแต่ละทีมไมได้ต่างกันมาก ดังนั้น จุกแตกต่างคือการวัดว่า "ใครมีสภาพความสดของนักเตะมากกว่ากัน?"

แน่นอนว่าการเล่นของลิเวอร์พูลน่ารำคาญอย่างยิ่ง มันปราศจากความเข้าขาและความสวยงาม คงแต่ระบบแบบแข็งๆและความฟิตของนักเตะที่ดูเหมือนจะมากกว่าชาวบ้านแบบปริ่มๆ

ครึ่งหลังของฤดูกาล 2007 - 2008 คือบทพิสูจน์ว่าวาทกรรมความสดของราฟาจะได้ผลหรือไม่ ทีมยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลกำลังมีแฟนบอลที่หงุดหงิดกับการเล่นอันไม่สวยงาม ไม่ระทึกใจ คงฝันลมๆแล้งๆรอเพียงความสำเร็จเป็นรูปธรรมด้วยถ้วยพรีเมียร์ลีก จากวาทกรรมความสดที่ผู้จัดการทีมกำลังทดลอง

ถ้าไม่ได้ผล ราฟาก็อาจจะโดนความสดที่เขาพยายามสร้างเอาไว้ หมุนคว้างกลับมาเล่นงานแบบอับอายเหมือนที่โค้ชหงส์แดงยุคหลังๆ มักจะโดนกัน

นั่นคือการถูกไล่ออก 'แบบสดๆ'

 

 

edit @ 17 Dec 2007 09:17:51 by Veevee

กีฬา: เกริ่นนำ

posted on 13 Nov 2007 02:18 by vr400  in sport

ข้าพเจ้าชอบดูกีฬาเป็นบ้าเป็นหลัง (และเป็นหน้าเป็นตา) เปิดทีวีถ้าเจอกีฬาเป็นต้องดู แม้บางครั้งจะเป็นฟุตบอลไทยลีกที่สนุกแบบหลับคาจอก็ตาม ก็ยังพานจะต้องเสียเวลาดูให้ได้

 ไม่เฉพาะแค่ฟุตบอล หากข้าพเจ้ายังเผื่อแผ่เวลาทั้งหลายไปดูกีฬาชนิดอื่นๆ แม้กระทั่งกีฬาที่หลายคนดูไม่รู้เรื่องอย่างอเมริกันฟุตบอล ข้าพเจ้าก็ยังหาทางดูจนกลายเป็นผู้ชำนาญไปแล้ว (รวมถึงคลั่งไคล้ขนาดไปเก็บเอาขวดพลาสติกมายัดใส่กระดาษ แล้วขว้างแล่นแทนลูกหนำเลี้ยบ!)

ว่างๆจะมาพูดถึงกีฬาในมุมมองแบบ เอ่อ แบบนั่นแหละ แบบข้าพเจ้าเอง แบบไหนก็ไม่รู้แฮะ